ราตรีนี้อีกยาวไกล ธุรกิจบาร์ที่มากกว่าการนั่งดริงก์

โดย พิรุณ อนุสุริยา

Tom, Tom, Where you go last night?

I love Muangthai, I like Patpong

วาทะในบทเพลงดังของวงดนตรีเพื่อชีวิตอย่างคาราบาว สะท้อนการมองของฝรั่งต่อเมืองไทย นอกจากวัดวาอารามและวัฒนธรรมเก่าแก่ ยังมีหลืบมุมที่ซ่อนอยู่อย่างพัฒพงษ์ แต่ในดินแดนแถบอีสานบ้านเฮาก็มีที่แห่งหนึ่งซึ่งคราคร่ำไปด้วยฝรั่งไม่แพ้ที่เที่ยวอย่างพัทยา นั่นคือใจกลางเมืองอุดรธานี ย่านซอยสัมพันธมิตร

ซอยดังกล่าวเป็นชื่อที่ทิ้งร่องรอยยุคสมัยอุดรธานีเคยเป็นฐานของทหารจีไอ ปัจจุบันเต็มไปด้วยบาร์เรียงรายอยู่สองฝั่งถนน พอยามเย็นดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ ที่แห่งนี้ก็ตื่นจากการหลับใหล กระหึ่มเสียงเพลงภายใต้แสงไฟสลัว เด็กนั่งดริงก์คอยนั่งเรียกแขกอยู่หน้าร้าน ทักทายด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ‘เฮลโหลวเวลคัม’ พลางส่งสายตาเชิญชวน บางร้านพบเห็นฝรั่งนั่งกันรายล้อมด้วยเด็กนั่งดริงก์คอยชงเหล้าและพูดคุยด้วย บางครั้งก็หวีดร้องด้วยความสนุกสนาน

กลางซอยจะมีจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะเวียนมา คือ ย่าน Day and Night เป็นทางเดินลึกเข้าไปจากริมถนน สองฟากฝั่งเรียงรายด้วยบาร์น้อยใหญ่นับสิบเจ้า แต่ละร้านมีรูปแบบคล้ายคลึงกัน คือ มีเคาน์เตอร์บาร์ ตู้แช่เบียร์ โต๊ะแทงพูล โต๊ะนั่ง 3-4 โต๊ะ และบรรดาสาวน้อยและไม่น้อยคอยยืนเรียกลูกค้าที่ผ่านไปมา

จุดยุทธศาสตร์ที่อยู่ระหว่างตลาดนัดปรีชาและห้างเซ็นทรัลที่ซึ่งชาวอุดรฯ เรียกกันติดปากว่า ‘ย่านบาร์ฝรั่ง’ ด้วยแสงไฟนีออน และหญิงสาวที่ไม่เหมือนคนเมือง สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นที่ดึงดูดนักสำหรับนักเที่ยวคนไทย รวมถึงผับบาร์ที่เปิดแห่งอื่นก็รองรับคนอุดรอยู่แล้วเช่น ตะวันแดง ย่านไฮเท็ค และผับที่เปิดในโรงแรมใหญ่

ย่าน Day & Night ซิกเนเจอร์ของซอยสัมพันธมิตร ในช่วงโลว์ซีซั่นที่ยังพอมีนักท่องเที่ยวประปราย แต่ช่วงไฮที่นี่จะแน่นขนัดจนนักดื่มต้องยืนกันริมฟุตบาธ

ย่าน Day & Night ซิกเนเจอร์ของซอยสัมพันธมิตร ในช่วงโลว์ซีซั่นที่ยังพอมีนักท่องเที่ยวประปราย แต่ช่วงไฮที่นี่จะแน่นขนัดจนนักดื่มต้องยืนกันริมฟุตบาธ

การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศและจังหวัดอุดรธานี การเปิดห้างสรรพสินค้า ช็อปปิ้งอเวนิว ตลาดนัด ส่งผลให้ธุรกิจอื่นเติบโตตามมา เช่นเดียวกับธุรกิจบาร์ที่รองรับนักดื่มจากทั่วทุกสารทิศ โรงแรม ห้องพักรายวัน ร้านนวดแผนไทย ตั้งเรียงสลับกันไป ดินแดนสำหรับนักเที่ยวกลางคืนแห่งนี้จะพบเห็นลูกค้าต่างชาติอยู่เสมอ

การเพิ่มจำนวนของบาร์ในระยะเวลา 2-3 ปีรวมถึงผับ โรงแรม ร้านอาหารสอดคล้องกับการกำเนิดของสื่อสิ่งพิมพ์และออนไลน์ที่ก่อตั้งโดยชาวต่างชาติ เช่น นิตยสารแจกฟรีภาษาอังกฤษ The Udonthani Guide ที่แจกเป็นไตรมาสมาได้สองปีกว่า ภายในเล่มเป็นเหมือนไกด์บุคแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองอุดรฯ แผนที่แหล่งช็อปปิ้ง ร้านอาหาร โฆษณาสินค้าและบริการต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจและบริการในย่านซอยสัมพันธมิตร

หน้าที่หลักของเด็กนั่งดริงก์ ก็คือการชักชวนลูกค้าให้ซื้อดื่มให้ ซึ่งจะแพงกว่าการที่ลูกค้าสั่งเหล้ามาดื่มเอง นอกเหนือจากนั้นก็จะเป็นค่าทิปและค่าอื่นๆ ที่จะตกลงกับลูกค้ากรณีที่พากันไปต่อข้างนอก จากการสัมภาษณ์เจ้าของบาร์รายหนึ่ง ก็ให้ความเห็นถึงการได้รายได้หลักมาจากค่าซื้อดื่มให้เด็กนั่งดริงก์เป็นหลัก เพราะถ้าหากฝรั่งมากินเบียร์ไม่กี่ขวดแล้วนั่งยาวทั้งคืนโดยไม่ซื้อดื่มให้เด็กนั่งดริงก์เลย ธุรกิจนี้ก็ไม่สามารถอยู่รอดได้

จุดกำเนิดบาร์ฝรั่งในซอยสัมพันธมิตร การเดินทางสิบปีที่ยาวไกล

พี่นก (ขอสงวนชื่อจริง) เจ้าของร้านขายของชำแห่งหนึ่งในซอยสัมพันธมิตร ศูนย์กลางที่มีเหล้า เบียร์ บุหรี่ หลากหลายยี่ห้อเตรียมให้กับบาร์ในย่านนั้น พี่นกเริ่มต้นธุรกิจร้านชำตั้งแต่ปีพ.ศ. 2551 จนถึงปัจจุบัน ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงจากย่านนี้ที่ไม่มีอะไรเลย จนตอนนี้คึกคักด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติมากมาย

“สมัยก่อนย่านบาร์จะอยู่ตรงข้ามห้างเซ็นทรัลอุดรธานีปัจจุบัน ยุคนั้นยังเป็นห้างเจริญศรีคอมเพล็กซ์อยู่เลย(ชื่อของห้างดังสมัยก่อนในอุดรธานี) บาร์ยังเป็นบ้านไม้มีอยู่แค่ 3-4 หลัง พอสร้างห้างเซ็นทรัล บาร์ก็ย้ายกันมาที่ซอยสัมพันธมิตร จนปี 2549 มีร้านอาหารเจ้าแรกคือไอริชค็อก (Irish Clock) เจ้าของเป็นชาวอังกฤษ ตอนนั้นย่านนี้ยังไม่ค่อยมีฝรั่งหรอก พอพี่มาเปิดร้านของชำปี 2551 ก็เห็นเข้ามาสร้างย่าน Day and Night จนปี 2557-2558 ตรงนี้ก็กลายเป็นแหล่งเที่ยว มีบาร์มาเปิดเต็มไปหมด”

“การมีบาร์เปิดทำให้การค้าคึกคักขึ้น ถ้าย่านนี้มีแต่โรงแรมอย่างเดียวมันจะเงียบมาก เงียบขนาดไหนให้มาลองดูช่วงที่บาร์ไม่เปิด เช่น ช่วงเข้าพรรษา ช่วงเลือกตั้ง วันหยุด ร้านอะไรก็ปิดหมด เพราะเขาห้ามขายเบียร์ขายเหล้า ถนนนี้แทบไม่มีคนเดินเลย กิจการร้านเราก็ตกไปด้วย”

จากการสำรวจบาร์ในย่านนั้นที่เปิดใหม่ในรอบ 6 เดือน มีสองแห่งคือ ร้าน Fun Barและร้าน Eastwood โดยลูกค้าที่มานอกจากคนเชื้อสายคอเคเซี่ยนที่เราเรียกกันชินปากว่า ‘ฝรั่ง’ แล้ว ยังมีชาวเอเชีย ทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และคนผิวสี (อัฟริกัน-อเมริกัน) นักเที่ยมีความหลากหลายของอายุและช่วงอาชีพ นอกจากฝรั่งวัยเกษียณ ยังมีทหารจากสิงคโปร์

กลิ่นอายของแอลกอฮอล์ ความหฤหรรษ์ที่เข้าถึงได้ง่ายพร้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ณ ร้าน Eastwood ลีโอ (ขอสงวนนามสกุล) หนุ่มผิวสีวัย 30 ปี จากบรูคลินนิวยอร์ค ผู้ที่ปักหลักอยู่อุดรธานีตั้งแต่เดือนมีนาคม เคยตระเวนมาทั่วทั้งพัทยา ซอยคาวบอยในกรุงเทพฯ การมาเยือน Eastwood นี้เป็นครั้งที่สองไม่นับรวมบาร์อื่นในอุดรฯอีกสองสามเจ้าเมื่อเปรียบเทียบบาร์ที่อุดรธานีกับบาร์ที่กรุงเทพฯ เขาให้ความเห็นว่า

“ราคาเครื่องดื่มที่นี่(อุดรฯ)จะถูกกว่านะ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องการบริการ ผมว่ามันไม่ต่างกันหรอก จริงๆ มันขึ้นอยู่กับว่า คุณไปเจอร้านที่ดีหรือเปล่า บางร้านเขาอาจจะเทคแคร์คุณดี แต่บางทีก็ไปเจอร้านที่ไม่เป็นอย่างนั้น จะที่ไหนมันก็จะมีจังหวะคุณไปเจอร้านดีและไม่ดีได้”

ความสำราญในย่านนี้ ยากที่จะไม่เกี่ยวโยงกับเรื่องผู้หญิงและเซ็กส์ ลีโอได้สะท้อนถึงประสบการณ์ที่เขาเจอจากที่Day and Night

“ครั้งหนี่งผมไปแถวนั้น แล้วเจอผู้หญิงไทยคนหนี่ง เธอดูมีอายุมาสะกิดผม แล้วชวนให้มีเซ็กส์ด้วย พร้อมเสนอให้เงินผมอีกต่างหากถ้าผมยอมเธอ แต่ผมไม่เอาเพราะผมมีแฟนแล้ว สาบานได้ว่านี่คือเรื่องจริง ผู้หญิงบาร์เวลาเห็นผมเป็นคนผิวสี เขาจะคิดไว้ก่อนเลยว่า ไอ้นั่นของผมคงต้องใหญ่มาก ฮ่าๆๆ” ลีโอพูดพลางยกแขนโชว์เปรียบเทียบด้วยท่าทีขบขัน

“ที่บ้านเกิดผมบาร์จะเหมือนร้านอาหารมากกว่า คุณไม่สามารถเดินไปหิ้วใครก็ได้ อย่างที่อเมริกาถ้าผมไปเจอสาวสักคนแล้วบอกกับเธอว่า นี่ผมจะให้คุณ 30 ดอลลาร์ แล้วเราไปนอนด้วยกัน ผมคงโดนต่อยฟุบ”

ขณะที่คนไทยบางส่วนยังมีอคติต่อที่แห่งนี้ไม่ต่างจากที่อโคจร บางส่วนมองว่า มีแต่ฝรั่งสูงอายุมาหาหญิงสาว กินเหล้าเมามาย และลงเอยด้วยการซื้อบริการทางเพศหรือชุบเลี้ยงเป็นอนุภรรยา ด้านพี่นกเจ้าของร้านขายของชำ คนท้องถิ่นผู้เกิดและโตในซอยนี้ได้สะท้อนมุมมองจากคนในพื้นที่จริงต่อการจัดการบาร์ของทั้งผู้ประกอบการและตำรวจ

“ธรรมชาติของบาร์ มันมีบ้างที่กินเหล้าแล้วก็เมา ตีกัน แต่บาร์เขาจัดการกันเองได้ นอกจากนั้นก็ยังมีตำรวจท่องเที่ยวมาดูแลเกือบทุกวัน มีรถตำรวจเปิดไซเรนขับเข้ามาดูแลความเรียบร้อย กับตำรวจสายตรวจที่มาบอกให้ปิดตามเวลากำหนด”

“จากเมื่อก่อนที่ย่านนี้เป็นห้องแถวมีคนอยู่เขาก็ขายให้คนมาเปิดบาร์ มันก็เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่น บางคนที่มองย่านนี้ว่ามันคงมั่ว แต่ที่จริงมันก็ไม่ได้วุ่นวายขนาดพัทยานะ เรื่องเสียงจะว่าดังไหม มันก็ธรรมดาของบาร์ เราพออยู่ได้ มีบ้างที่คนอยู่ละแวกนี้เขาร้องเรียนเรื่องเสียง”

“ตัวพี่เองมองกลับมองในแง่การค้าขายที่ดีขึ้น อย่างช่วงนี้จะเป็นหน้าโลว์ซีซั่นช่วง 5 เดือนนับจาก ต.ค. ถึง ก.พ. แต่ถ้าเป็นหน้าไฮซีซั่นจะมีฝรั่งจะเดินกันเยอะไปหมด โรงแรมถูกจองเต็ม ร้านพี่ก็ขายดี รายได้จากร้านพี่มีทั้งคนมาซื้อของชำนิดหน่อย กับขายเหล้านอกที่เตรียมพร้อมให้สำหรับบาร์ โทรมาเมื่อไหร่เราก็ไปส่งให้ได้ตลอด”

บรรยากาศภายในร้าน eastwood ห้องแถวเล็กๆ ที่เป็นกันเอง มีลูกค้าชาวต่างชาติพูดคุยอย่างออกรส (ลีโอ หนุ่มผิวสีเสื้อดำ)

บรรยากาศภายในร้าน eastwood ห้องแถวเล็กๆ ที่เป็นกันเอง มีลูกค้าชาวต่างชาติพูดคุยอย่างออกรส (ลีโอ หนุ่มผิวสีเสื้อดำ)

เจ้าของธุรกิจบาร์ หลากหลายผู้เล่นที่เล็งเห็นช่องทางธุรกิจ

ขณะที่บางร้านเมื่อมองเข้าไปจะเห็นหญิงสาวรูปร่างอรชร คอยเสริฟเครื่องดื่มหลังเคาน์เตอร์ เธอมีสถานะเป็นเจ้าของบาร์ จากเดิมที่เคยเป็นนักเที่ยวแถวนี้มาก่อน เมื่อเห็นช่องทางในการเปิดร้าน ก็จะติดต่อเจ้าของที่เพื่อเซ้งหรือเช่าร้าน โดยมากจะมีแฟนฝรั่งให้การสนับสนุนในด้านเงินทุน และดึงลูกค้ามาให้

ร้านที่เปิดใหม่เด็กนั่งดริงก์เป็นคนที่เคยทำงานมาก่อน หลายคนมาจากย่านDay and Night รายรับหลักจะมาจากค่าดื่มกับค่าทิป ส่วนทางเจ้าของร้านรายรับไม่แน่นอน ถ้าวันไหนลูกค้าเข้าเยอะ เฉลี่ยอยู่ราว 5,000-8,000 บาท (อ้างอิงร้าน Fun Bar) ร้านลักษณะนี้จะขายเฉพาะเครื่องดื่มทั่วไปกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ขายอาหาร เป็นร้านเปิดโล่งให้ลูกค้าสามารถสูบบุหรี่ได้ ช่วงเวลา 3-4 ทุ่มจะเป็นช่วงที่ลูกค้าเยอะที่สุด จากนั้นจะเริ่มซาลงจนถึงเวลาปิดตอนเที่ยงคืน

นอกจากเจ้าของร้านคนไทยแล้วยังมีฝรั่งลงทุนเปิดร้านเอง เป็นการเปิดโดยใช้ชื่อภรรยาชาวไทย ชาวต่างชาติมีทั้งชาวอเมริกันและชาวอังกฤษอย่าง เดวิด (ขอสงวนนามสกุล) ชายสูงวัย เจ้าของร้าน Eastwood บาร์ที่ขยายมาจากบาร์ข้างๆ ที่นี่เปิดมาได้ 2 เดือนแล้ว มีพนักงานผู้หญิงอยู่ 4 คน โดยหนึ่งในนั้นทำหน้าที่แคชเชียร์

เดวิดจะคอยพูดคุยกับแขกชาวต่างชาติที่เป็นลูกค้า ก่อนปิดร้านเขาจะเช็ครายรับของแต่ละคืนจากแคชเชียร์ สิ่งที่เดวิดมองเห็นในการทำธุรกิจนี้คือ การที่ฝรั่งเข้ามาประกอบธุรกิจเป็นการช่วยให้มีการจ้างงานกับคนในท้องถิ่นและช่วยเศรษฐกิจ

“ผมอยากให้รัฐบาลไทยช่วยเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีต่อคนต่างชาติ เพราะตอนนี้มีคนต่างชาติมากมายอยากมาทำธุรกิจแต่รัฐไม่สนับสนุน ทำให้ยากต่อการลงทุน ทั้งเรื่องวีซ่า และสิทธิในการซื้อบ้าน ถ้าไม่เปิดโอกาสตรงนี้ ธุรกิจในประเทศไทยจะแย่ เวลานี้คนไทยถูกมองข้าม แม้รัฐจะบอกว่าดูแลประชาชน แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่ใช่ คนในประเทศนี้ยากจนลงและเรื่องที่สำคัญคือ ประชาชนควรมีสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย”

“ผมยังอยากให้คนไทยมากัน ที่นี่ต้อนรับคนไทยเสมอ พนักงานที่นี่ก็เป็นคนไทย ผมพยายามสุภาพกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือฝรั่ง ขนาดพนักงานผมยังไม่เก่งภาษาอังกฤษ ผมก็ยังพยายามสื่อสารกับพวกเขาเท่าที่ทำได้เลย”

ห่างจากความวุ่นวายภายในซอยสัมพันธมิตรมายังถนนประจักษ์ศิลปาคม นอกจากผับและร้านอาหารสองฟากฝั่ง จะมีทางเดินที่นำไปสู่ย่านที่ชื่อ Nutty Park เมื่อมองภายนอกบรรยากาศอาจดูไม่ต่างจากแถวDay and Night แต่เมื่อสังเกตให้ดี จะพบว่ากลุ่มลูกค้าจะนั่งพูดคุยกันมากกว่า บ้างมากันเป็นครอบครัว แต่ภายในร้านก็ยังดังด้วยเสียงเพลงและเสียงของเหล่าเด็กนั่งดริงก์

ณ ร้าน Good Shot ร้านสองคูหา มีเด็กนั่งดริงก์ 6-7 คน ต่างช่วงอายุกันไป มีเจ้าของร้านชื่อพี่หน่อย (ขอสงวนชื่อจริง) หญิงวัยกลางคนที่อดีตเคยเปิดร้านขายขนมและของเล่นเด็ก แต่ชีวิตพลิกผันมาเปิดบาร์ ยามราตรีนี้เธอปลีกตัวจากการนั่งพูดคุยกันลูกค้าฝรั่ง มาบอกเล่าถึงสถานะธุรกิจบาร์จากประสบการณ์ที่อยู่ในแวดวงนี้ยาวนานถึง 8 ปี และมุมคิดต่อการเป็นผู้ประกอบการบาร์รายใหม่ที่ผันตัวจากพนักงานมาเป็นเจ้าของธุรกิจเอง

“ธุรกิจบาร์ตอนนี้มันเติบโตก็จริง แต่เราต้องมองว่า คนทำธุรกิจมีทั้งได้และไม่ได้ ต่อให้ได้ก็มีที่ได้ไม่เท่ากัน บางคนได้มาก ได้น้อย บางคนขาดทุน เมื่อก่อนนี้บาร์เปิดถึงเช้าก็ได้ ถามว่าพี่จ่ายตำรวจไหม พี่ก็ต้องจ่าย มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะสะอาด 100% แต่ตอนนี้มันเปิดไม่ได้ เพราะต้องปิดเที่ยงคืน เป็นอย่างนี้มาสามปีแล้ว ตั้งแต่สมัยที่มีเคอร์ฟิว”

“คนที่ทำธุรกิจรายใหม่ คือเด็กที่เคยทำงานบาร์ มีคนมาช่วยสนับสนุนอาจจะเป็นแฟนฝรั่ง แต่มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดนะ อย่างตัวพี่ต่างไป เพราะพื้นฐานพี่ไม่ใช่คนทำงานบาร์ แต่เป็นคนทำธุรกิจมาก่อน ธุรกิจทุกอย่างมันไม่ง่าย  บางอย่างก็ต้องอาศัยเวลา ปรับตัวไปตามสภาพ แต่สถานะลูกน้องกับเถ้าแก่ความรับผิดชอบมันต่างกัน ลูกน้องอาจคิดว่าเถ้าแก่สบาย วันๆ ไม่เห็นต้องทำอะไร แต่เขาไม่รู้หรอกว่าการเป็นเถ้าแก่มันต้องหมุนไปมากกว่านั้นอีก ลูกน้องหมุนแค่ตามเข็มนาฬิกา แต่เถ้าแก่นี่หมุนเป็นลูกข่างเลย”

เด็กนั่งดริงก์ จากมรสุมสู่การชุบชีวิตด้วยน้ำมือฝรั่ง ปัญหาสังคมที่แก้ไม่ตก

พี่หน่อยเจ้าของร้าน Good Shot ที่จ้างงานเด็กนั่งดริงก์มาแล้วหลายสิบชีวิต บ้างก็อยู่นาน บ้างอยู่ได้เดือนเดียวก็ออก พี่หน่อยได้พูดถึงชีวิตคนทำงานบาร์จากมุมมองผู้หญิงที่เข้าใจหัวอกเดียวกัน

“คนที่มาเป็นพนักงานบาร์คือเขาไม่มีที่จะไป เพราะความรู้เขาน้อย ทางเลือกเขามีไม่มาก ในสถานะของพี่การเป็นนายจ้างเราเองก็ต้องดูนิสัยใจคอแต่ละคนด้วยว่าเป็นยังไง แต่ละคนนิสัยก็ไม่เหมือนกัน สิบคนนี่ก็สิบแบบ วันไหนไม่มีแขกเข้าร้าน อย่างน้อยเขาก็ต้องได้เงินค่าเบี้ยเลี้ยงจากเรา เพื่อจะได้ไม่มาทำงานแล้วกลับไปมือเปล่า บางครั้งเด็กที่อยู่กับเรามีฝรั่งมาถูกใจเลี้ยงดู เราก็ต้องปล่อยเขาไป”

เช่นเดียวกับพี่นกเจ้าของร้านชำในย่านนี้ที่เห็นความเป็นไปมาจากจุดเริ่มต้นได้สะท้อนภาพฝรั่งที่เข้ามานำเงินซื้อตัวผู้หญิง โดยที่มาของเหตุการณ์ทำนองนี้อิงกับปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมไทย

“ตามที่พี่รู้ มันก็มีเรื่องที่ให้ออฟเด็ก ช่วงหลังเลิกงานเราก็เห็นเขาเดินจับมือถือแขนกันออกไป มองได้ว่ามันก็ผิดแหละแต่พูดตรงๆ มันคืออาชีพหนึ่งที่ต้องทำเพื่อความอยู่รอดเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ส่วนมากเด็กบาร์ก็เป็นเด็กบ้านนอก ฐานะยากจน ดูใสซื่อ ฝรั่งก็ชอบอะไรแบบนี้นะ พวกเด็กใหม่ๆ พูดไม่ค่อยเก่งใสซื่อ พวกนี้ฝรั่งพาไปเลี้ยงดูจริงจัง ทั้งซื้อรถซื้อบ้านให้ ต่างจากพวกแจ๊ดๆ นั่นฝรั่งก็คบอีกแบบนึงพื้นเพเด็กบาร์ส่วนมากจะผัวทิ้ง มีลูกแล้ว พูดได้ว่าเด็กบาร์ส่วนมากมีลูกทุกคน บางคนก็เป็นหนี้มา”

“มีกรณีหนึ่งฝรั่งให้เงินผู้หญิงตั้งเจ็ดแสน เพื่อให้ไปไถ่ที่นาให้ นี่เรื่องจริง เพราะครอบครัวผู้หญิงพ่อเขาเสียแล้ว แม่ก็เป็นหนี้ ฝรั่งก็ช่วยตรงนี้ มันก็ทำให้ชีวิตเขาดีกว่าแต่ก่อน บางคนเขาก็เพย์บาร์ (Bar Fine) คือจ่ายเงินให้ทางร้าน 300 บาท เพื่อพาเด็กไปเที่ยวข้างนอก 300 บาทแทนรายได้ที่เขาเสียไปต่อวัน บางทีพาไปเที่ยวเดือนนึงไปหลายจังหวัด กลับมาก็ยังให้เงินผู้หญิงใช้อีก 4-5 หมื่น นี่คือเท่าที่พี่รู้พี่เห็นมา”

ร้านใหม่สุดคึกคักอย่าง fun bar โดดเด่นด้วยเด็กสาววัยละอ่อนคอยเป็นเพื่อนดื่ม ถือเป็นหนึ่งในร้านที่น่าจับตามอง ด้วยลูกค้าที่มากันไม่ขาดสาย ทั้งฝรั่งและเอเชีย

ร้านใหม่สุดคึกคักอย่าง fun bar โดดเด่นด้วยเด็กสาววัยละอ่อนคอยเป็นเพื่อนดื่ม ถือเป็นหนึ่งในร้านที่น่าจับตามอง ด้วยลูกค้าที่มากันไม่ขาดสาย ทั้งฝรั่งและเอเชีย

จากกรณีนี้ นางสาวพิณทอง เล่ห์กันต์ นักกิจกรรมด้านสิทธิ ที่เคยทำงานในองค์กรสตรี ได้ให้ความเห็นต่อประเด็นนี้ว่า ควรทำความเข้าใจในงานลักษณะนี้ ไม่ควรตัดสิน ตีตราผู้หญิงที่ทำอาชีพนี้ มองในแง่หนึ่งมันไม่ใช่ปัญหาเลย เพราะมันเป็นสิทธิในร่างกายของตัวเอง การไปมีเพศสัมพันธ์กับใครเป็นสิทธิของเขา นอกจากจะไปแพร่เชื้อโรคเอดส์นั่นถึงเป็นปัญหา

“เขาใช้ร่างกายในการทำมาหากิน เป็นสิทธิของเขา แม้แต่ในเรื่องที่มีสามีฝรั่ง มนุษย์นั้นมีความรัก มีจินตนาการ ใช้ร่างกายเป็นตัวนำทางไปสู่เป้าหมาย คนภายนอกก็มองแบบตีตรา ว่าผู้หญิงบาร์เป็นผู้หญิงไม่ดี ในเมื่อคนไทยมองไม่ดี กีดกันเขาแล้ว ทางออกของเขาก็คือ ไปมีสามีฝรั่งเสียเลย”

“โครงสร้างทางสังคมบ้านเรามันค่อนข้างตายตัว ในขณะเดียวกันมันก็หน้าไหว้หลังหลอก  ด้านหนึ่งเป็นอนุรักษ์นิยม อีกด้านก็เปิดรับต่างชาติ ประเทศไทยควรยอมรับว่าเป็น sex market คนขายบริการทางเพศสร้างรายได้ให้ประเทศไทยอย่างมาก แต่โครงสร้างทางสังคมมันมีช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน นโยบายที่แก้ไขความยากจนมีน้อย แต่นโยบายอื่นกลับไปเพิ่มช่องว่างนี้ให้กว้างกว่าเดิม เริ่มจากเบื้องต้น ถ้าอาชีพนี้สามารถเข้าถึงสวัสดิการได้จะดีมาก เพราะเขาก็เป็นคนทำงานควรได้สิทธิตรงนี้”

นางสาวพิณทอง กล่าวเพิ่มเติมถึงประเด็นที่ฝรั่งเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งในความเป็นจริงประเทศไทยไม่ได้ปิดกั้นโอกาสอย่างที่หลายคนเข้าใจ

“การเปิดโอกาสให้ต่างชาติมาลงทุน ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจแบบไหน ฝรั่งที่บอกว่ารัฐกีดกัน คุณแน่ใจเหรอว่าไม่มีโอกาส คุณอาจไม่ได้เข้ามาทำธุรกิจโดยตรง แต่คุณครอบครองผ่านคู่ชีวิต ผ่านนอมินี่ เราในฐานะคนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร รู้ว่าจริงๆ แล้วต่างชาติเข้ามาเยอะมาก นโยบายรัฐหลายตัวก็ไปช่วยคนรวย”

เมื่อถามถึงแนวทางแก้ไข นางสาวพิณทองได้พูดถึงการสร้างอาชีพ เปิดทางเลือกให้กับคนทำอาชีพนี้ โดยไม่ไปตัดสินจากสิ่งที่เขาเคยทำมา

“การทำอาชีพให้บริการ อย่างงานบาร์มันเป็นงานสำหรับช่วงวัยหนุ่มสาว ถ้าเกิดใครสนใจอยากเลิกอาชีพนี้ มีองค์กรที่สอนอาชีพทางเลือกให้ เช่น อบรมเสริมสวย เย็บผ้า ทำอาหาร ขึ้นอยู่กับว่าคุณสมัครใจจะมาหรือเปล่า องค์กรเหล่านี้เป็นเอ็นจีโอ มาช่วยเปลี่ยนทัศนคติจากที่เคยทำอาชีพเดิม สิ่งสำคัญคือการอย่าไปตีตรา อย่างสายตาที่มองคนที่เคยทำอาชีพนี้ แทนที่จะได้รับความช่วยเหลือ ถ้าถูกมองไม่ดีแล้วเขายิ่งจะไม่อยากคุยหรือเปิดใจ”

 

พิรุณ อนุสุริยา เป็นผู้เข้าร่วมอบรมนักข่าวภาคอีสานรุ่นที่ 1 (The Isaan Journalism Network Project) เป้าหมาย คือ เพื่อสร้างเครือข่ายคนทำงานด้านสื่อมวลชนในภาคอีสานให้กับเดอะอีสานเรคคอร์ด  โดยเริ่มดำเนินการอบรมตั้งแต่เดือน มิถุนายน ถึงเดือนธันวาคม 2559

image_pdf