คนอีสานรู้ข้อมูลเกี่ยวกับประชามติ รธน.น้อย

โดย ธีรเมธิศวร์ เหลืองอุบล

เรียบเรียงโดย พงษ์พิพัฒน์ บัญชานนท์

คนอีสานได้รับข้อมูลเกี่ยวกับลงประชามติร่าง รธน.น้อย เหตุภาครัฐประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึง แต่ยังยืนยันว่าจะไปออกเสียง – ด้านอดีต กสม. เผย คสช. สั่งทุกจังหวัดเร่งจัดดีเบตร่าง รธน. ช่วงโค้งสุดท้าย

การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. …. ในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย แต่จากการลงพื้นที่สุ่มสอบถามกับชาวบ้านที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) ซึ่งเป็นภาคที่มีจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงในการลงประชามติครั้งนี้มากที่สุด คือกว่า 17 ล้านคน จากทั้งหมด 50 ล้านคน ทั้งที่ยังใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเกิดและเข้ามาใช้ชีวิตภายใน กทม.  โดยผู้สื่อข่าว “อีสานเรคคอร์ด” ช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา กลับพบว่า ชาวอีสานส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าจะมีการลงประชามติในวันดังกล่าว ส่วนคนที่ทราบก็ยอมรับว่าได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฯ ไม่เพียงพอ แต่ชาวอีสานหลายคนยืนยันเมื่อได้ทราบวันลงประชามติว่าจะเดินทางไปใช้สิทธิอย่างแน่นอน

บรรยากาศตลอดสดใจกลางเมืองขอนแก่น ภาพโดย : Zoe Swartz

บรรยากาศตลาดสดใจกลางเมืองขอนแก่น ภาพโดย : Zoe Swartz

น.ส.แป้ง (นามสมมุติ) ชาวบ้านจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม กล่าวว่า ผู้ใหญ่บ้านเคยเรียกประชุมเพื่อชี้แจงเกี่ยวกับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฯ แล้ว และอ่านเอกสารที่เกี่ยวข้องกับร่างรัฐธรรมนูญฯ และการลงประชามติให้ฟัง แต่ตนกับชาวบ้านหลายคนที่ไปก็ไม่ได้สนใจ เพราะเห็นว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการทำมาหากินของตน

นางสวัสดิ์ (นามสมมุติ) แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่งใน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า เงียบมาก ไม่มีการประชาสัมพันธ์จากภาครัฐเลย แต่มีที่ชาวบ้านคุยกันในโซเชียลมีเดีย แต่จะไปอย่างแน่นอน และตัดสินใจไม่ยากเลยว่าจะลงประชามติว่าอย่างไร เพราะถ้าร่างรัฐธรรมนูญฯ นี้ผ่านการลงประชามติก็จะทำให้รัฐบาลทหารได้อยู่ต่อไป

น.ส.สุทธิตา (นามสมมุติ) นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน กทม. ซึ่งมีบ้านเกิดอยู่ที่ อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม กล่าวว่า บรรยากาศในหมู่บ้านที่บ้านเกิดมันเงียบมาก ไม่มีการประกาศแม้แต่เสียงตามสาย ไม่มีป้ายประชาสัมพันธ์บอก กระทั่งข่าวในสื่อมวลชนกระแสหลักก็ยังไม่ค่อยมีข่าว ต่างกับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฯ เมื่อปี 2550 อย่างสิ้นเชิง แม้แต่ตอนนั้นยังเด็กแต่จำได้ว่า มีการประชาสัมพันธ์อย่างมากมาย ถึงขนาดชาวบ้านมานั่งจับกลุ่มคุยกันว่าจะโหวตรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฯ ฉบับนั้น เพราะมีการส่งร่างรัฐธรรมนูญฯ ไปให้ชาวบ้านดูถึงที่บ้าน

น.ส.สุภาภรณ์ (ขอสงวนนามสกุล) แม่ค้าขายอาหารตามสั่งย่านสะพานควาย กทม. ซึ่งมีบ้านเกิดอยู่ที่ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ทราบว่าจะมีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฯ จากเฟซบุ๊ก แต่ไม่รู้กำหนดวันอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ยืนยันว่าจะกลับไปใช้สิทธิอย่างแน่นอน แม้จะต้องหยุดขายอาหาร ทำให้เสียรายได้วันละพันบาท และต้องเสียค่าเดินทางไป-กลับกว่า 3 พันบาทก็ตาม เพราะจะถือโอกาสนี้ไปหาญาติพี่น้อง และเป็นการพักผ่อนกันไปในตัวด้วย

ผลการสุ่มสำรวจของผู้สื่อข่าว “อีสานเรคคอร์ด” ดังกล่าว สอดคล้องกับกับผลการสุ่มสำรวจของโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ที่สำรวจกลุ่มตัวอย่าง 158 ตัวอย่าง ทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2559 โดยพบว่า ประชาชน 70.2% ไม่ทราบวันลงประชามติ และอีสานโพลล์ ของศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่สำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,231 ตัวอย่าง ในภาคอีสาน 20 จังหวัด ที่พบว่า คนอีสานมีความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญฯ เพียง 30.2% เท่านั้น

นายณรงค์ศักดิ์ เนียมสอน เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารและรณรงค์ ไอลอว์ ผู้รับผิดชอบโครงการเว็บไซต์ประชามติ (prachamati.org) ระบุว่า จากการสังเกตพบว่าการลงประชามติครั้งนี้ ภาครัฐส่งเสริมให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมน้อยกว่าเมื่อปี 2550 อย่างชัดเจน

“ในปี 2550 เป้าหมายของภาครัฐชัดเจนคืออยากให้คนออกมาใช้สิทธิกันมากๆ มีการประชาสัมพันธ์อย่างเต็มที่ผ่านสื่อต่างๆ  ทั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่างก็รณรงค์ให้คนไปออกเสียงประชามติ กระทั่งหน่วยงานที่ไม่ได้อยู่ในภาครัฐก็ลงโฆษณา โดยสรุปก็คือการลงประชามติครั้งนั้นมีการณรงค์ค่อนข้างเสรี หลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ทำให้ประชาชนตื่นตัว ต่างกับครั้งนี้ ที่ภาครัฐไม่ให้ใครทำอะไรเลย ยกเว้นตัวเอง ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุของการที่ทำให้คนไม่รู้ว่าจะลงประชามติเมื่อไร และเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฯ เป็นอย่างไร” นายณรงค์ศักดิ์กล่าว

ผศ.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หากเป็นประชาชนที่สนใจติดตามการเมืองเป็นปกติย่อมทราบการลงประชามติครั้งนี้ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจหรือติดตามการเมืองเพียงผิวเผิน ไม่รวมถึงการที่มี พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 (พ.ร.บ.ประชามติ) ขึ้นมา ทำให้คนรู้สึกว่าการรณรงค์มันทำได้ไม่เต็มที่ ข่าวสารเกี่ยวกับการลงประชามติหรือร่างรัฐธรรมนูญฯ ที่ออกมามันเลยไม่มาก จึงไม่แปลกใจที่คนจำนวนมากจะไม่รู้วันลงประชามติ หรือรู้ว่าเนื้อหาสาระที่สำคัญของร่างรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร

“การรณรงค์เกี่ยวกับประชามติครั้งนี้มันทำได้ไม่เต็มที่ สื่อมวลชนก็ไม่กล้าพูดอะไรมากเพราะไม่รู้ว่าจะขัดกับ พ.ร.บ.ประชามติหรือไม่ ข้อมูลข่าวสารที่ออกมามันเลยไม่เยอะ ใครอยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฯ ต้องไปขวนขวาย เมื่อการโปรโมตตรงนี้ทำได้ยาก จึงไม่แปลกที่คนจะไม่รู้ และทำให้คาดว่าคนจะออกไปใช้สิทธิน้อยกว่าการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ผ่านๆ มา ซึ่งค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 70%” ผศ.อรรถสิทธิ์กล่าว

ขณะที่ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยกลางเวทีเสวนา ในหัวข้อ “สิทธิมนุษยชน” ที่โรงแรมขอนแก่นโฮเต็ล เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 ว่า ตนเพิ่งได้รับเชิญจาก กกต.ประจำ จ.อุบลราชธานีว่าให้เข้ามาร่วมเวทีดีเบตร่างรัฐธรรมนูญฯ ในสัปดาห์หน้า ทุกคนทราบหรือไม่ว่า คำสั่งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือให้ กกต.ประจำจังหวัดทุกจังหวัดต้องจัดดีเบตร่างรัฐธรรมนูญฯ ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนลงประชามติ ซึ่งส่วนตัวมองว่ามันช้าเกินไป

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ขณะร่วมเสวนาในหัวข้อสิทธิมนุษยชนและการสร้างประชาธิปไตยในอีสาน เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 59 ณ โรงแรมขอนแก่นโฮเต็ล จ.ขอนแก่น

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ขณะร่วมเสวนาในหัวข้อสิทธิมนุษยชนและการสร้างประชาธิปไตยในอีสาน เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 59 ณ โรงแรมขอนแก่นโฮเต็ล จ.ขอนแก่น

“บรรยากาศการณรงค์ก่อนลงประชามติ จะเป็นตัวชี้วัดว่าคนจะให้การยอมรับและเชื่อถือผลที่จะออกมาหรือไม่ ซึ่งแถลงการณ์จากทั้งองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) สหภาพยุโรป (อียู) ไปจนถึงประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ออกมาตรงกันว่าการลงประชามติของประเทศไทยครั้งนี้ คนไทยจำนวนไม่น้อยตกอยู่ภายใต้ความกลัวว่าจะทำผิด พ.ร.บ.ประชามติหรือไม่ จนเกิดเป็นความเงียบตามมาและไม่จะพูดหรือไปร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงประชามติ” นพ.นิรันดร์กล่าว

โดย ธีรเมธิศวร์ เหลืองอุบล เป็นผู้เข้าร่วมอบรมนักข่าวภาคอีสานรุ่นที่ 1 (The Isaan Journalism Network Project) เป้าหมาย คือ เพื่อสร้างเครือข่ายคนทำงานด้านสื่อมวลชนในภาคอีสานให้กับเดอะอีสานเรคคอร์ด  โดยเริ่มดำเนินการอบรมตั้งแต่เดือน มิถุนายน ถึงเดือนธันวาคม 2559