3 แม่ลูกชาวหนองบัวระเหว เข้าพบตำรวจ ปฏิเสธข้อกล่าวหาบุกรุกอุทยานแห่งชาติไทรทอง

เขียนโดย ศรายุทธ ฤทธิพิณ

สำนักข่าวปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน

ชาวบ้านกว่าร้อย ร่วมให้กำลังใจ 3 แม่ลูก เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ที่ สภ. วังตะเฆ่ ตามที่ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานฯ แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันบุกรุกที่ของอุทยานแก่งชาติไทรทอง ตามนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐบาล คสช. ผู้ถูกกล่าวหาปฏิเสธทุกข้อหา ขอสู้ชั้นศาล

ชาวบ้าน ร่วมให้กำลังใจ 3 แม่ลูก เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ที่ สภ. วังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิตามที่ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานไทรทอง จ.ชัยภูมิ แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันบุกรุกที่ของอุทยานแก่งชาติไทรทอง ตามนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐบาล คสช.

ชาวบ้าน ร่วมให้กำลังใจ 3 แม่ลูก เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ที่ สภ. วังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิตามที่ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานไทรทอง จ.ชัยภูมิ แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันบุกรุกที่ของอุทยานแก่งชาติไทรทอง ตามนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐบาล คสช.

เมื่อวันที่ 18 ก.ค.59 ที่สถานีตำรวจภูธรวังตะเฆ่ ต.วังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ นางทองปั่น ม่วงกลาง ชาวบ้านบ้านซับหวาย ต.ห้วยแย้ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ พร้อมด้วยลูกสาว นางสาวนิตยา และนางสาวนริสรา ม่วงกลาง  เดินทางเข้าพบ ร.ต.ท.เนาวรัตน์ ซายเขว้า พนักงานสอบสวนเวร สถานีตำรวจภูธรวังตะเฆ่ เพื่อมารับทราบข้อกล่าวหา ว่าทั้ง 3 ราย บุกรุกที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง โดยมีเพื่อนบ้านกว่า 100 คน พร้อมด้วยตัวแทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน และทีมทนายความศูนย์ศึกษาและพัฒนานักฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมเดินทางมาให้กำลังใจ ที่ สภ.วังตะเฆ่ ตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัวชาวบ้าน 3 ราย มารับทราบข้อกล่าวหา บุกรุก ก่นสร้าง ซึ่งทั้ง 3 คน ให้การปฏิเสธ

นางสาวนิตยา ม่วงกลาง อายุ 33 ปี บอกว่า  ตามที่ทางอุทยานได้มีหนังสือมาถึงที่บ้าน เมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา  ตนพร้อมแม่ และน้องสาว  จึงเดินทางเข้ามาพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้เจ้าหน้าที่สอบปากคำ โดยเจ้าหน้าที่เรียกเข้าไปภายในห้องสอบสวนที่ละคน ซึ่งในความเป็นจริงตนและชาวบ้านที่มาร่วมให้กำลังใจ ต่างได้รับความเดือดร้อนในเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ซึ่งในอดีตก็เคยได้รับผลกระทบจากโครงการจัดสรรที่ดินทำกินแก่ราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม (คจก.) ต่อมาเจ้าหน้าที่มีความพยายามที่จะขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ตามนโยบายทวงคืนผืนป่า โดยข่มขู่ให้ยอมเซ็นต์เอกสารในการคืนพื้นที่

นางสาวนิตยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน ต่างร่วมเดินทางไปยื่นหนังสือเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง พร้อมทั้งได้เข้าประชุมให้ร่วมกันแก้ไขปัญหาที่ชาวบ้านถูกกระทำจากอำนาจรัฐ กระทั่งเมื่อวันที่ 31มีนาคม 2559 ทางจังหวัดได้เชิญชาวบ้านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าประชุม โดยมีนายนิพนธ์ สาธิสมิตพงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เป็นประธาน เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้เกิดความเป็นธรรม โดยมีข้อเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างชาวบ้านผู้เดือดร้อนกับผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการถือครองทำประโยชน์ที่ดิน ทั้งนี้ในระหว่างกระบวนการแก้ไขปัญหา ให้ชาวบ้านสามารถทำประโยชน์ได้ตามปกติสุข ซึ่งต่อมาตนและครอบครัวก็ได้ดำเนินชีวิตตามปกติ และทำตามเงื่อนไขของทางอุทยานมาโดยตลอด กระทั่งในวันนี้ (18 ก.ค.59) ได้มีหนังสือเชิญตนพร้อมกับแม่และน้องสาว ให้เดินทางมาเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา โดยพวกเราทั้งหมดปฏิเสธในข้อกล่าวหาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบปากคำ พร้อมยืนยันในความบริสุทธิ์ใจ และยินดีที่จะเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย เพื่อต่อสู้ในชั้นศาลต่อไป

ด้านนางทองปั่น ม่วงกลาง อายุ 55 ปี บอกด้วยว่า ครอบครัวของตน เข้ามาใช้ประโยชน์ในที่ทำกินนับแต่ปี 2529 โดยได้รับมรดกสืบทอดมาจากพ่อและแม่ ต่อมาในช่วงปี 2557 ชาวบ้านที่อยู่อาศัยและทำกินในเขตอุทยานแห่งชาติไทรทองต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทั้งถูกปักป้ายตรวจยึดพื้นที่ และถูกบังคับให้เซ็นคืนพื้นที่หลายครั้ง ส่วนที่ทำกินของตนนั้น ประมาณช่วงปลายปี 2557 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เข้ามาบอกให้คืนพื้นที่บางส่วน ส่วนพื้นที่ทำกินเดิมให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ ต่อมาช่วงต้นปี 2558 เจ้าหน้าที่เข้ามาอีกครั้ง คราวนี้ขอคืนพื้นที่ทำกินทั้งหมด ตนจึงยอมเซ็นด้วยความกลัวที่เจ้าหน้าที่เข้ามากันหลายคน และขู่ว่าหากไม่ยอมให้ความร่วมมือ จะมีหมายศาลเข้ามาจับกุม ตนจึงเซ็นชื่อจริง แต่ไม่ได้เกิดจากการยินยอม หลังจากที่ร่วมกันเรียกร้องต่อสู้ในสิทธิที่ดินทำกิน จนมีกระบวนการแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างชาวบ้านกับหน่วยงานภาครัฐ และมีมติให้สามารถเข้าทำกินได้ตามปกติ ตนจึงเข้าไปใช้ประโยชน์ กระทั่งมีหนังสือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้ตนและลูกสาว รวม 3 คน เข้าพบพนักงานสออบสวน ตามที่แจ้งว่า พวกตนบุกรุกอุทยานแห่งชาติไทรทอง

ทั้งนี้ ร.ต.ท เนาวรัตน์ ซายเข้วา พนักงานสอบสวนเวร สภ.วังตะเฆ่ กล่าวว่า ได้เชิญตัวผู้ที่ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานในฐานะผู้กล่าวหา กล่าวหาว่าบุคคลทั้ง 3 บุกรุกเขตพื้นที่อุทยาน ตาม พรบ.ป่าไม้ ซึ่งทั้ง 3 ได้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา พร้อมให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ในส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อทำเป็นสำนวนส่งอัยการตามขั้นตอนต่อไป

ด้านนายไพโรจน์ วงงาน ชาวบ้าน ต.วังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ บอกว่า ภายหลังรัฐบาลมีนโยบายทวงคืนผืนป่า ทำให้ชาวบ้านที่ทำกินในพื้นที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง กว่า 6 หมู่บ้าน ใน ต.วังตะเฆ่ และ ต.ห้วยแย้ ได้รับผลกระทบหนักขึ้น เช่น ห้ามมิให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ และเข้ายึดพื้นที่ ทั้งถูกบังคับให้เซ็นต์ยินยอมออกจากพื้นที่ ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นนำมาสู่ความเดือดร้อนต่อชาวบ้านจำนวนมาก ที่ผ่านมาได้เข้ายื่นหนังสือต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เมื่อวันที่ 8 มี.ค.59 เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี  โดยนายพันธ์ศักดิ์ เจริญ (ผู้อำนวยการสำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรี) เป็นผู้รับหนังสือ และในวันที่ 9 มี.ค. 59 เดินทางเข้าพบนายฐากร สัตศตพร (ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์เขต 7 นครราชสีมา) และเดินทางต่อไปยังศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ เพื่อเข้ายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัด โดย พันโทวสุธา ฤกษ์จำนงค์ (นายทหารปฏิบัติการ) ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชัยภูมิ เป็นตัวแทนมารับหนังสือล่าสุด เมื่อวันนี้ 14 มี.ค.59 ก็ได้เข้ายื่นที่กองบัญชาการกองทัพภาคสองที่ 2 (ค่ายสุรนารี นครราชสีมา) โดย พ.ต.วรินทร แสงวิลัย (นายทหารปฏิบัติการศูนย์ประชาสัมพันธ์รับเรื่องร้องทุกข์ เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือ

“การเข้ายื่นหนังสือต่อหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้เร่งพิจารณาแก้ไขปัญหา ให้เกิดความเป็นธรรม โดยมีข้อเสนอเพื่อให้ผู้มีอำนาจพิจารณาให้ยกเลิกแผนการทวงคืนผืนป่าในพื้นที่พิพาทอุทยานแห่งชาติไทรทอง   ต.ห้วยแย้   ต.วังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ โดยให้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างชาวบ้านผู้เดือดร้อน กับผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการถือครองทำประโยชน์ และในระหว่างกระบวนการแก้ไขปัญหา ให้ยุติการดำเนินการใดๆที่ส่งผลกระทบและสร้างความเดือดร้อนต่อราษฎรในพื้นที่ และผ่อนผันให้สามารถทำประโยชน์ตามปกติสุข แต่ที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐ ไม่มีการดำเนินการตามที่ร่วมตกลงกับชาวบ้านแต่อย่างใด และเป็นเหตุให้ ทั้ง 3 ราย ถูกแจ้งข้อหา และคาดว่าชาวบ้านในพื้นที่อีกหลายราย จะโดนแจ้งข้อหาดังกล่าว ตามมาอีก” ไพโรจน์ กล่าว

เผยแพร่ครั้งแรกที่เว็บสำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

image_pdf