นักธุรกิจพนันหัวใส “เหมาบุญบั้งไฟหมู่บ้าน” เลี่ยงคำสั่ง คสช. ชุมชนแบ่งรับแบ่งสู้

เขียนโดย วัชรพงศ์ วงษ์สิม

กลุ่มคนบริเวณแท่นจุดซึ่งจะสงวนเฉพาะคณะผู้รับเหมา เจ้าของบั้งไฟ และนักเล่น เท่านั้น ตามกติกาของผู้รับเหมากำหนดมา

กลุ่มคนบริเวณแท่นจุดที่หมู่บ้านแสนทุ่ง (นามสมมุติ) ซึ่งเป็นพื้นที่สงวนเฉพาะคณะผู้รับเหมา เจ้าของบั้งไฟ และนักเล่น เท่านั้น ตามกติกาของผู้รับเหมาจัดงานบุญบั้งไฟหมู่บ้านได้เป็นผู้กำหนด

ร้อยเอ็ด — คสช. ใช้ ม.44 ควบคุมการจุดบั้งไฟและจับกุมผีพนันบั้งไฟ ส่งผลให้คาราวานธุรกิจพนันบั้งไฟอีสานงัดกลยุทธ์เหมาหมู่บ้านเพื่ออ้างประเพณีอีสานจัดพนันได้อย่างเคย ด้านชาวบ้านกังวลบุญบั้งไฟเปลี่ยนไป ส่วนกรรมการหมู่บ้านย้ำชัดรูปแบบต้องเปลี่ยนเพื่อดึงเงินเข้าหมู่บ้าน

บุญเดือน 6 หรือบุญบั้งไฟ ประเพณีประจำปีคนลาวอีสานตามระบบความเชื่อฮีตสิบสอง คองสิบสี่ หลายพื้นที่ในภาคอีสานมีการจัดงานบุญบั้งไฟกันอย่างยิ่งใหญ่ เสมือนงานประเพณีแห่งความสุขก่อนเข้าฤดูเพาะปลูก ถึงแม้ปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยทำให้รูปแบบการจัดงานประเพณีเพื่อขอฝนตามความเชื่อของคนแถบนี้กลายเป็นเพื่อความสนุกสนาน อีกทั้งวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบบั้งไฟต่างถูกดัดแปลงเพื่อการแข่งขันจุดบั้งไฟขึ้นฟ้าให้สูงที่สุด กลายเป็นการแข่งขันประชันเพื่อความเป็นเลิศและมีการแอบแฝงเล่นการพนันขันต่อในหมู่นักพนันจากทั่วสารทิศ

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 27/2559 เรื่อง มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากการจุดและปล่อยบั้งไฟ พลุ ตะไล โคมลอย โคมไฟ โคมควัน หรือวัตถุอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน และห้ามไม่ให้ผู้ใดจุดและปล่อยบั้งไฟ พลุ ตะไล โคมลอย โคมไฟ โคมควันขึ้นไปสู่อากาศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยเขตหรือนายอำเภอแห่งท้องที่ สำหรับจังหวัด ซึ่งรับผิดชอบในเขตพื้นที่ที่จะจุดและปล่อยหรือกระทำการอย่างใดนั้นต่อนายอำเภอในท้องที่ ทั้งนี้คำสั่งดังกล่าวกำหนดห้ามเล่นการพนันทุกชนิดภายในงานบุญบั้งไฟอีกด้วย ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจพนันบั้งไฟซึ่งเคยจัดแข่งขันบั้งไฟกันอย่างเสรีในลักษณะคาราวานเดินทางไปตามหมู่บ้านในภาคอีสานไม่สามารถจัดแข่งขันพนันอย่างไม่ต้องกลัวการถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐได้เหมือนเคย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2559  ณ หมู่บ้านแสนทุ่ง ตำบลหอยขม (นามสมมุติ) จังหวัดร้อยเอ็ด เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อต้านจากชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่มผู้หาประโยชน์จากธุรกิจการพนันที่เข้ามาติดต่อขอทำการประมูลพื้นที่ในหมู่บ้านเพื่อจัดการพนันแอบแฝงในนามงานบุญบั้งไฟซึ่งชาวบ้านอ้างว่าสมาชิกในชุมชนนั้นเคยจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟในลักษณะบริหารจัดการประเพณีประจำของหมู่บ้านกันเองทุกปี แต่ในปีนี้มีการพูดถึงกลุ่มธุรกิจพนันบั้งไฟได้ขอประมูลหมู่บ้านแสนทุ่ง เพื่อใช้เป็นพื้นที่จัดแข่งขันบั้งไฟให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของคำสั่ง คสช.

โดยกลุ่มธุรกิจพนันจะเข้ามาล็อบบี้ผู้นำชุมชนเพื่อเสนอเงินแลกกับสิทธิ์ของหมู่บ้านที่ขอใบอนุญาตมาได้ เพราะการขออนุญาตจะต้องขอทางการก่อนล่วงหน้า เพื่อให้คณะกรรมการหมู่บ้านหรือหัวหน้าชุมชนไปขออนุญาตทางจังหวัดตามขั้นตอนข้อกำหนดและระเบียบการจัดงานบุญบั้งไฟตามเงื่อนไขของ คำสั่ง คสช. ว่า หมู่บ้านจะจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟซึ่งเป็นบุญประเพณีที่หมู่บ้านจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว

ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจพนันบั้งไฟสามารถบริหาร จัดการและดูแลกลุ่มลูกค้าพนันของตนได้อย่างรัดกุมมากขึ้น เช่น การคัดเลือกคน, การวางวงเงินพนัน, การกำหนดวันเวลาที่จะจัดการแข่งขันพนันบั้งไฟ ฯลฯ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุมจากเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ

นายสุบรรณ เนืองนันน์ ชาวบ้านซึ่งเดินทางมาจากการทำงานที่กรุงเทพฯ กลับมาเพื่อร่วมงานบุญบั้งไฟประจำปีของหมู่บ้าน กล่าวว่า งานบุญบั้งไฟเปรียบเหมือนงานบุญใหญ่ของหมู่บ้านที่ถือครองยึดโยงตามขนบธรรมเนียมประเพณีมานาน เป็นวันที่พ่อแม่พี่น้องญาติมิตรต้องมาตุ้มโฮมกินม่วนกัน การที่ปล่อยให้คนนอกเข้ามาบริหารจัดการนั้น เป็นเหมือนการทำลายประเพณีที่สืบทอดกันมานานให้เสื่อมลงเพราะผีพนันจากนอกพื้นที่ ส่งผลให้คนในหมู่บ้านขาดความสามัคคีเหมือนอย่างอดีต

อีกทั้งการเข้ามาบริหารจัดการงานบุญบั้งไฟซึ่งเป็นกลุ่มนักธุรกิจการพนัน ยังต้องอ้างอิงปฏิทินการจัดงานตามที่กลุ่มธุรกิจพนันกำหนด ซึ่งจะลงตารางวันงานไม่ตรงวันหยุดประจำปีของคนอีสาน ลูกหลานที่ทำงานต่างถิ่นจึงไม่สามารถกลับมาร่วมงานบุญประเพณีประจำปีของหมู่บ้านได้  ทำให้เกิดผลกระทบเมื่อหมู่บ้านต้องการจัดบุญกฐินสามัคคีหางบประมาณเข้าหมู่บ้านเพื่อสาธารณประโยชน์ทำได้ยากขึ้นเนื่องจากการถูกมองข้ามความสำคัญของกลุ่มคนที่ทำงานต่างจังหวัด

ทั้งยังมีเรื่องบอกต่อกันว่า กลุ่มธุรกิจพนันดังกล่าวให้ชาวบ้านในหมู่บ้านกั้นพื้นที่บ้านของตนเพื่อเก็บค่าเช่าที่จอดรถของผู้มาร่วมงานจากต่างที่ต่างถิ่น

13537586_10210070295820268_5454018790297021878_n (1)

ผู้มาร่วมงานบุญบั้งไฟ ข้างๆ เวทีที่จัดขึ้นโดยคณะกรรมการหมู่บ้านสรรหามาเพื่อความบันเทิงของคนในหมู่บ้าน ทางขวาของภาพมี “บั้งไฟน้อย” ขนาดต่างๆ ขายผู้มาร่วมงาน

“คณะธุรกิจพนันที่เข้ามาเช่าในหมู่บ้านจะมีวินมอ’ไซค์วิ่งเข้ามาวิ่งออกจากปากทางหมู่บ้านเพื่อบริการรับส่งผู้ที่จะมางานบุญบั้งไฟขณะร้านค้าแห่มาจับจองพื้นที่เพื่อตั้งร้านตั้งแต่ก่อนวันงานอย่างจอแจ พ่อค้าแม่ค้ามืดฟ้ามัวดินกุลีกุจอเตรียมตัวรับผู้เข้าร่วมงานเหมือนเขารู้ว่าจะมีคนมาร่วมงานประเพณีนี้มากมาย ซึ่งมันเป็นเรื่องแปลกใหม่มากของคนในหมู่บ้าน” นายสุบรรณเล่า

นายธวัชชัย วรรณวงค์ อดีตสมาชิก อบต.หอยขม (นามสมมุติ) และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมประชุมหมู่บ้านเกี่ยวกับงานประเพณีบุญบั้งไฟทุกเกือบทุกปี กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาหมู่บ้านได้จัดงานบุญบั้งไฟขึ้น ต่างประสบปัญหามากมายทั้งเรื่องการบริหารจัดการดูแลนักท่องเที่ยวที่มาดูการจุดบั้งไฟ ซึ่งทำให้คณะกรรมการหมู่บ้านและคณะกรรมการการจัดงานมีความเห็นว่า อยากลองศึกษาวิธีการใหม่ๆ ซึ่งมีที่หลายพื้นที่ได้ทำ ยกตัวอย่างเช่น กรณีของจังหวัดยโสธรหรือในอำเภอพนมไพร จ.ร้อยเอ็ด ที่ซึ่งเป็นแหล่งมรดกทางประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังก็ยังต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงาน เพื่อหารายได้เข้าหมู่บ้าน เป็นต้น ในส่วนบุญบั้งไฟของหมู่บ้านแสนทุ่ง ปีนี้เป็นปีแรกที่มีการให้กลุ่มผู้รับเหมาจากภายนอกเข้ามาเหมาบริหาร จัดงานบุญบั้งไฟกันเอง

“ถึงงานจะออกมายังไม่เรียบร้อย ก็เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้แก้ไข อีกทั้งการจัดในลักษณะนี้จะไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณให้หมู่บ้านต้องยุ่งยาก หาระดมทุน เพราะผู้รับเหมาจากภายนอกหมู่บ้านที่ประมูลการจัดงานจะดูแล บริหารจัดการเองทั้งหมด อีกทั้งรายได้จากการประมูลก็นำมาใช้บริหารจัดการในส่วนอื่น ๆ ของหมู่บ้านได้อีกด้วย” นายธวัชชัยกล่าวกับ เดอะอีสานเรคคอร์ด

ส่วนในเรื่องของการพิจารณากรรมการคัดเลือกผู้เข้ามารับเหมาการจัดงานบุญบั้งไฟนั้น ทางคณะกรรมการหมู่บ้านจะเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกเอง โดยต้องสืบค้นข้อมูลย้อนหลังของทีมงานกรรมการจับเวลาถือเป็นส่วนสำคัญสำหรับผู้ที่มาร่วมงานบุญบั้งไฟเพราะความเที่ยงตรงเที่ยงธรรมแม่นยำสามารถดึงนักเล่นพนันและเรียกผู้เข้าร่วมงานได้อย่างคับคั่ง อีกทั้งหมู่บ้านข้างๆ ที่ได้จัดงานไปก่อนสามารถหาเงินเข้าหมู่บ้านได้ถึง 500,000 บาทเลยทีเดียว

ถึงแม้ว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นวงกว้างในชุมชนว่าเป็นครั้งแรกที่จัดงานในรูปแบบนี้ แต่ทางคณะกรรมการหมู่บ้านแสนทุ่งเห็นว่า ชุมชนควรปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการบุญประเพณีบั้งไฟให้เหมือนกับกลุ่มผู้หาประโยชน์จากธุรกิจการพนันงานบั้งไฟ แล้วค่อยมาสรุปผลดีผลเสียกันอีกครั้งหนึ่งเพื่อนำไปปรับใช้ในงานบุญบั้งไฟครั้งหน้า ส่วนขั้นตอนวิธีการต่างๆ ในส่วนของแท่นจุดและวงเดิมพันนั้นแล้วแต่ละผู้รับจัดจะตั้งกฎระเบียบขึ้นมา ซึ่งส่วนนั้นทางหมู่บ้านเองจะไม่เข้าไปยุ่งหรือมีส่วนร่วมรับผิดชอบแต่อย่างใด

“ผมว่ามันเป็นวิวัฒนาการของขนบธรรมเนียมประเพณี ไม่ใช่การทำลายให้มันหายไป”  นายธวัชชัยกล่าว

วัชรพงศ์ วงษ์สิม เป็นผู้เข้าร่วมอบรมนักข่าวภาคอีสานรุ่นที่ 1 (The Isaan Journalism Network Project) เป้าหมาย คือ เพื่อสร้างเครือข่ายคนทำงานด้านสื่อมวลชนในภาคอีสานให้กับเดอะอีสานเรคคอร์ด  โดยเริ่มดำเนินการอบรมตั้งแต่เดือน มิถุนายน ถึงเดือนธันวาคม 2559

image_pdf