ไร่อ้อยรุกนาข้าว เมืองราชินีข้าวเหนียวหนองบัวฯ เกษตรจังหวัดหวั่นใช้สารเคมีเป็นพิษ

cane

ไร่อ้อยสูงท่วมหัวติดพื้นที่ทำนาปีในเขตตำบลหัวนา อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู

เขียนโดย ดลวรรฒ สุนสุข 

จังหวัดหนองบัวลำภู – ไร่อ้อยเพิ่มขึ้น 5 เท่าใน 5 ปี แนวโน้มเกษตรกรเปลี่ยนวิถี พื้นที่ผลิตข้าวผัวหลง พันธุ์พื้นเมืองกข.6 ลดลง นักวิชาการเกษตรห่วงใช้สารเคมี ส่งผลสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

ประเทศไทยส่งออก ‘น้ำตาลอ้อย’ เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากบราซิล น้ำตาลอ้อยถือว่าเป็นสินค้าผลผลิตทางการเกษตรหลักของประเทศไทย มีมูลค่ามากกว่า 1.9 แสนล้านบาท และมีรายได้จากการส่งออกกว่า 1.2 แสนล้านบาท สร้างการจ้างงานกว่า 600,000 คน ผลผลิตมวลรวมของไร่อ้อย 109 ล้านตันต่อปี  มีพื้นที่ไร่อ้อยทั้งหมดรวมทุกภาค 9,961,164 ไร่ ภาคอีสานมีทั้งหมด 4,401,990 ไร่ คิดเป็น 44 เปอร์เซ็นต์ของประเทศไทย

จากข้อมูลสำนักงานเกษตรหนองบัวลำภูและสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าในปี 2559 จังหวัดหนองบัวลำภู มีพื้นที่ปลูกอ้อยกว่าหนึ่งในสามของพื้นที่การเกษตรทั้งหมด กล่าวคือ 524,539 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 1,499,608 ไร่ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2553 ซึ่งมีพื้นที่ปลูกอ้อยเพียง 96,920 ไร่ ในทางตรงกันข้าม พื้นที่ปลูกข้าวมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ในปี 2559 มีพื้นที่ 673,237 ไร่ เมื่อเทียบกับปี 2553 อยู่ที่ 922,878 ไร่

นายกันยา ชาดวง อายุ 43 ปี เกษตรกรไร่อ้อย บ้านโพธิ์ศรีสง่า ตำบลหัวนา อำเภอเมืองหนองบัวลำภู  เล่าว่า  ตนและครอบครัวมีพื้นที่ทั้งหมด 32 ไร่ เดิมปลูกข้าวนาปีทั้งหมด แต่ด้วยปัญหาน้ำท่วมและบางปีแล้งจัด ทำให้ทำนาแล้วไม่ได้ผลผลิตอีกทั้งราคาข้าวตกต่ำทำแล้วไม่คุ้มทุน ตนจึงปรับเปลี่ยนจากทำนาเป็นไร่อ้อยเมื่อปี 2553 เพราะน้ำท่วมก็ไม่ตาย การดูแลรักษาง่าย แม้จะลงทุนเยอะแต่ยังพอเห็นกำไรอยู่บ้างไร่ละ 5000-7000บาท และสะดวกสบายมีนายทุนเข้ามาซื้อในพื้นที่ไม่ต้องนำขึ้นรถไปขาย ต่างจากทำนาที่ต้องกู้หนี้ยืมสินมาทำ หลายขั้นตอนดูแลรักษายาก ผลผลิตขายได้ราคาต่ำอีกด้วย  ปัจจุบันเหลือพื้นที่ทำนาแค่ 2 ไร่ ไว้ทำกินบริโภคในครัวเรือน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในพื้นที่หมู่บ้านโพธิ์ศรีสง่า ก่อนปี 2553 ไม่มีพื้นที่ปลูกอ้อยเลย ปัจจุบันมีไร่อ้อยประมาณ500 ไร่ จากพื้นที่ทำการเกษตร 1,200 ไร่ โดยพื้นที่ปลูกอ้อยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำนาข้าวเดิมและยังมีการบุกรุกถางป่าใหม่เพื่อปลูกอ้อย มีการส่งเสริมจากภาครัฐและโรงงานผลิตน้ำตาล ทำให้ชาวบ้านเปลี่ยนจากการทำนาข้าวเป็นการปลูกอ้อยแทน  ส่วนโรงงานแปรรูปอ้อยในพื้นใกล้เคียงมีอยู่ที่หนองบัวลำภู 1 แห่ง ขอนแก่น 2 แห่ง เลย 2 แห่ง และอุดรธานี 4 แห่ง

nongbua

นายสมศักดิ์ กันภัย รักษาการหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศสำนักงานเกษตรหนองบัวลำภู ให้ข้อมูลเรื่องนโยบายโซนนิ่งการเกษตรปี 2557 ซึ่งรัฐผลักดันให้การปลูกอ้อยมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายสมศักดิ์ กันภัย รักษาการหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศสำนักงานเกษตรหนองบัวลำภู ให้สัมภาษณ์ว่า ยุทธศาสตร์ข้าว นโยบายของรัฐบาลมีการลดจำนวนพื้นที่การปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม เช่น พื้นที่แล้งเกินไป ดินไม่ดีปลูกข้าวแล้วได้ผลผลิตไม่คุ้มทุนเป็นต้น (แบ่งตามนโยบายโซนนิ่งภาคเกษตร ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศปี 2557) และส่งเสริมให้ปลูกพืชไร่และพืชทางเลือกอื่นๆ ทำให้พื้นที่ปลูกข้าวลดลงและมีชาวบ้านเปลี่ยนจากทำนาข้าวไปปลูกอ้อยส่งโรงงานเพราะมีโรงงานรับซื้อใกล้บ้านและอ้อยให้ราคาดีกว่า แต่ในอนาคตถ้ามีการปลูกมากขึ้นเรื่อยๆ ฝ่ายยุทธศาสตร์ของภาคเอกชนเองเขาก็หวั่นว่าราคาจะตกต่ำและเกินอัตราการผลิตน้ำตาล ในส่วนของการปลูกข้าวก็มีการสนับสนุนให้เพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพและปริมาณที่มากขึ้น ส่วนผลเสียถ้ามีการปลูกอ้อยมากขึ้นจะมีเรื่องของสารเคมีกำจัดวัชพืชมากตามไปด้วย  อาจจะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในอนาคต

อีกหนึ่งปัจจัยนอกจากการรุกคืบพื้นที่ทำนาแล้ว การปลูกอ้อยถือเป็นพืชไร่ที่ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในระดับที่สูง พื้นที่หมู่บ้านโพธิ์ศรีสง่ากว่า 95 เปอร์เซ็นต์ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ปีหนึ่ง 3-4 รอบ และมีการเผาอ้อยเพื่อการเก็บผลผลิตที่รวดเร็ว เกิดปัญหาฝุ่นควันมลพิษเพิ่มขึ้นอีก จากผลการตรวจเลือดหาสารเคมีในเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย 473 คน มีความเสี่ยง 101 คน และไม่ปลอดภัยถึง 94 คน

นางพัฒนาพร คุณพล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหัวนา ให้สัมภาษณ์ว่า การใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชส่งผลต่อร่างกายทั้งในระยะสัมผัสแรกและสารพิษตกค้างในร่างกายในระยะยาว ในตำบลหัวนามีพื้นที่ที่เคยมีการปลูกแตงโมแล้วใช้สารเคมีจำนวนมากแล้วส่งผลด้านสุขภาพจนต้องเลิกปลูกไป มาปัจจุบันเริ่มมีการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชมา 4-5 ปี จนปีที่แล้วชาวบ้านร่วมกันทำประชาคม ได้เรื่องปัญหาจากสารเคมีเป็นอันดับแรก และมีการตรวจเลือดหาสารเคมี ปรับพฤติกรรมของกลุ่มคนที่ไม่ปลอดภัยและเฝ้าระวังรายงานผล พบว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น รวมทั้งมีการตั้งภาคีให้ความรู้ทั้งโรงเรียน ผู้นำชุมชน อสม. บุคคลเกษตรตัวอย่าง เพื่อให้ความรู้ในการใช้สารเคมีอันตรายที่ถูกต้องและบอกถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้น

นางประดับ สมณะ  ผู้ใหญ่บ้านโพธิ์ศรีสง่า กล่าวว่า  หมู่บ้านมีกฎห้ามฉีดยาฆ่าหญ้าและเผาอ้อยใกล้เกินกว่า 500 เมตร แต่ก็ยังมีการแอบฉีดยาฆ่าหญ้าและเผาอ้อยในฤดูเก็บเกี่ยว การปลูกอ้อยต้องมาพร้อมกับการใช้ยาฆ่าหญ้าซึ่งก็พยายามรณรงค์กันให้ใช้ในปริมาณที่น้อย แต่ด้วยมีคนรับจ้างฉีดยาฆ่าหญ้า ทำให้มีการใช้สารเคมีที่มีปริมาณที่มากและเสี่ยงต่อสุขภาพของคนในชุมชน  พยายามช่วยกันลดการใช้สารเคมีทุกชนิด แต่ด้วยความสะดวกสบายและทำไร่อ้อยในปริมาณมาก จึงยากแก่การปรับเปลี่ยน แต่ก็พยายามค่อยๆ ปรับแก้กันไปและมีแนวโน้มที่ดีขึ้นมาก

จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ปี พ.ศ. 2558  ประเทศไทยมีปริมาณการนำเข้าสารกำจัดวัชพืช 119,971,000 กิโลกรัม จากการคำนวณค่าเฉลี่ยพบว่าคนไทย เสี่ยงต่อการได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากกว่า 2.8 กิโลกรัมต่อคนต่อปี และข้อมูลจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปี 2557 ที่ได้ทำการตรวจเกษตรกรไปทั้งสิ้น 317,051 ราย พบว่าในจำนวนนี้ 107,820 ราย มีผลตรวจเลือดอยู่ในระดับไม่ปลอดภัย นั่นหมายถึงจำนวน 34% หรือ 1/3 ของเกษตรกรมีความไม่ปลอดภัยจากการใช้สารเคมีเกษตร

ทั้งนี้ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พบว่า รายได้สุทธิจากการปลูกข้าวที่ชาวนาไทยได้รับเพียง 271 บาท/ไร่/ปี ทำให้ชาวนาใน 56 จังหวัดที่เพาะปลูกข้าว หรือ 75% ของพื้นที่เพาะปลูกข้าว มีรายได้ต่อปีต่ำกว่าเส้นความยากจนของประเทศที่ 29,064 บาท/ปี

ภาคอีสานมีข้อมูลที่น่าใจในปี 2554 มีพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด 39,565,392 ไร่  ปี 2558 ลดลงเหลือ 35,841,420ไร่  แต่เทียบกับพื้นที่ปลูกอ้อย ปี 2554 มีพื้นที่ 3,208,248 ไร่ ในปี2559 เพิ่มขึ้นเป็น 4,401,990 ไร่ และด้วยนโยบายยุทธศาสตร์อ้อยและน้ำตาลทราย 10 ปีของรัฐ  ที่ผลักดันภาคเอกชนลงทุนเกี่ยวกับการผลิตน้ำตาล ลดพื้นที่ทำนาข้าวที่ไม่เหมาะสม เพิ่มพื้นที่ผลิตอ้อยให้ได้ 16.07 ล้านไร่ทั้งประเทศจากเดิมขณะนี้ที่มีอยู่ 10 ล้านไร่ และนโยบาลผลิตเอทานอลเพื่อสร้างความมั่นคงของพลังงาน ทำให้คาดการได้ว่าพื้นที่ปลูกข้าวในจังหวัดหนองบัวลำภูและภาคอีสานจะลดลงไปอีก


เขียนโดย ดลวรรฒ สุนสุข เป็นผู้เข้าร่วมอบรมนักข่าวภาคอีสานรุ่นที่ 1 (The Isaan Journalism Network Project) เป้าหมาย คือ เพื่อสร้างเครือข่ายคนทำงานด้านสื่อมวลชนในภาคอีสานให้กับเดอะอีสานเรคคอร์ด  โดยเริ่มดำเนินการอบรมตั้งแต่เดือน มิถุนายน ถึงเดือนธันวาคม 2559