3 ตัวแทนทูตต่างชาติ ยืนยันยึดหลักสิทธิมนุษยชนแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ผู้ฟังสะท้อนไทยยังขาด

เขียนโดย วรรณนา เสียน, พิรุณ อนุสุริยา, ชนิศรา สัมพันธะ

ตัวแทนสถานทูต 3 ประเทศ เสนอมุมมองแก้ปัญหาความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมในต่างประเทศ ว่ารัฐต้องบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบธุรกิจที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน ย้ำรัฐต้องยึดหลักสิทธิมนุษยชน ดูแลและเยียวยาผู้ได้รับความเดือดร้อน  

วันที่ 17 มิถุนายน 2559  มูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์, กระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักร, เดอะอีสานเรคคอร์ด, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน (กป.อพช. อีสาน) ร่วมกันจัดเวทีเสวนาสาธารณะในหัวข้อ “ความยุติธรรมทางด้านสิ่งแวดล้อมในอีสาน”  ณ โรงแรมขอนแก่นโฮเต็ล จ.ขอนแก่น มีผู้นำชุมชน, นักวิชาการ, เอ็นจีโอ, นักกิจกรรม, นักศึกษา, สื่อมวลชน และผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 80 คน

วิทยากรร่วมเสวนา (จาก ขวา - ซ้าย) ได้แก่ แชนนอน ออสติน, แดเนียล ฟิลเลอร์, อีริค เอ็ม เฟรเทอร์ และ จอห์น มาร์ค เบราโด ล่าม

ผู้ร่วมเสวนา (จากขวาไปซ้าย) ได้แก่ แชนนอน ออสติน อุปทูตสถานเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย, แดเนียล ฟิลเลอร์ เลขานุการโทด้านการเมืองจากสถานทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย, อีริค เอ็ม เฟรเทอร์ เลขานุการเอกด้านเศรษฐกิจจากสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และ จอห์น มาร์ค เบลาร์โด ล่ามแปลภาษา

โดยช่วงเช้าของเวทีเป็นการนำเสนอมุมมองและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมในต่างประเทศ ซึ่งมีตัวแทนจากสถานทูตนิวซีแลนด์, สถานทูตสหราชอาณาจักร และสถานทูตสหรัฐอเมริกา ร่วมเสวนาครั้งนี้ด้วย

แชนนอน ออสติน ประธานฝ่ายภารกิจจากสถานทูตนิวซีแลนด์ ยกกรณี ธุรกิจการทำเหมืองแร่ในประเทศของตนว่า ธุรกิจการทำเหมืองมีการขยายตัวมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ และกระทบต่อชนเผ่าเมารีซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณการทำเหมือง จนในที่สุดรัฐบาลได้แก้ปัญหาด้วยการคืนที่ดินให้กับชนเผ่าเมารี

“การพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศนิวซีแลนด์ได้สร้างปัญหากับสภาพแวดล้อมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ อากาศ รวมทั้งรัฐบาลนิวซีแลนด์เองก็เคยละเลยชนเผ่าเมารีซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศ แต่เราได้มีความพยายามเซ็นสนธิสัญญา คืนพี้นที่ให้กับชนเผ่าที่เป็นเจ้าของพื้นที่เดิม เปิดโอกาสให้ชนเผ่าพื้นเมืองมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น” แชนนอน ออสติน กล่าว

ด้าน แดเนียล ฟิลเลอร์ เลขานุการโทด้านการเมืองจากสถานทูตสหราชอาณาจักร เชื่อว่า ควรผลักดันให้บริษัทต่าง ๆ ต้องนำหลักการปกป้องสิทธิมนุษยชนมาเป็นหลักสำคัญในการประกอบธุรกิจ วิธีการที่รัฐบาลอังกฤษเห็นว่าดีที่สุดคือ การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องสิทธิของแรงงาน โดยให้ความสำคัญกับการทำงานของบริษัทต่าง ๆ ต้องรับผิดชอบผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชน และเรื่องของ พ.ร.บ. ที่เป็นการปกป้องสิทธิแรงงานในปัจจุบัน

การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเน้นที่กฎหมายการปกป้องสิทธิแรงงานและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และมีการตั้ง พ.ร.บ. สิทธิมนุษยชนขึ้น ซึ่งเป็นการตัดสินใจร่วมมือกันระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีการร่างกฎหมายเพื่อควบคุมการทำงานและการถือหุ้นของบริษัท เช่น พ.ร.บ. ป้องกันการติดสินบน รวมทั้งการแก้ไข พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้อง

“รัฐบาลคาดหวังว่าบริษัทจะเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของตัวเอง และเชื่อว่าประเด็นสิทธิมนุษยชนจะเป็นเป้าหมายหลักในการทำงานของทุกบริษัท นอกเหนือจากการตามข้อกฎหมายทุกข้อในประเทศตนแล้ว ยังต้องเคารพสิทธิมนุษยชนด้วย และทางรัฐบาลอังกฤษยังมีนโยบายดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชนและติดตามการทำงานของบริษัทต่างๆ ว่าปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างไร” แดเนียล ฟิลเลอร์ กล่าว

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและออกแบบโครงการต่าง ๆ ของบริษัท โดยบริษัทต้องให้สิทธิ์ประชาชนผู้เข้าร่วมแสดงความเห็นอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกับคนพื้นเมืองหรือชาวบ้านที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น รวมถึงการสนับสนุนนักต่อสู้สิทธิมนุษยชน ทั้งด้านกฎหมายและข้อรับรองในการช่วยเหลือนักต่อสู้สิทธิมนุษยชนผ่านองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

อีริค เอ็ม เฟรเทอร์ เลขานุการเอกด้านเศรษฐกิจ ตัวแทนจากสถานทูตสหรัฐอเมริกาชี้ ที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกามีการทำลายสิ่งแวดล้อมมากมาย  ประชาชนประท้วงให้ลงโทษนักธุรกิจที่ทำลายสิ่งแวดล้อม แล้วในปี  พ.ศ. 2525 ก็มีการฟ้องร้องต่อรัฐบาล เช่นในกรณีที่นำขยะที่มีพิษไปทิ้งในพื้นที่ชุมชนคนผิวดำยากจน เป็นต้น

ในที่สุดรัฐบาลอเมริกันได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนตัวอย่างเช่น ในกรณีการกำจัดขยะมีพิษดังกล่าว โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการกำจัดขยะและรีไซเคิลในโรงงาน จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2537 ประธานาธิบดี บิล คลินตัน ได้ผลักดันให้ความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ต้องมีในโครงการพัฒนาประเทศ

นายเฟรเทอร์ยังให้ความเห็นต่อภาคประชาชนว่า ประชาชนควรมีส่วนร่วมในข้อตกลงเพื่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่แรก ว่าจัดการบริหารและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างไร ถึงจะเป็นผลดีต่อชุมชน

โดยเขาอ้างถึงหนังสือที่ชื่อ ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน (Silent Spring) ที่เขียนโดย ราเชล คาร์สัน (Rachel Carson) นักเขียนชาวอเมริกัน ซึ่งนำเสนอเนื้อหาลักษณะงานวิจัยที่พูดถึงการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชอย่างแพร่หลาย จนส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อนก และสัตว์อื่น ๆ  จนทำให้ฤดูใบไม้ผลิที่น่าจะเป็นฤดูที่สดใสกลายเป็นความเงียบเหงา หนังสือเล่มนี้ได้ส่งอิทธิพลต่อพลเมืองชาวอเมริกันอย่างมาก ในการกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม

หลังการเสวนา นางถาวร ธนะสิงห์ สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินอีสาน หนึ่งในผู้เข้าร่วมฟังสะท้อนความเห็นว่าสถานการณ์ในประเทศไทยยังห่างไกล ทั้งรัฐไม่ช่วยเหลือ และประชาชนก็ไม่รวมตัวกันเข้มแข็งพอ

“ต่างประเทศมีการเยียวยา  แต่ประเทศไทยมีแต่ตอกย้ำมิหนำซ้ำยังใช้กฎหมายกดขี่ประชาชนอีก  ประชาชนอ่อนแอถูกกระทำเท่าไหร่ก็ไม่พูด ไม่ลุกขึ้นสู้เพราะกลัวกฎหมาย”  นางถาวรกล่าว

 

วรรณนา เสียน  พิรุณ อนุสุริยา  และชนิศรา สัมพันธะ เป็นผู้เข้าร่วมอบรมนักข่าวภาคอีสานรุ่นที่ 1 (The Isaan Journalism Network Project) เป้าหมาย คือ เพื่อสร้างเครือข่ายคนทำงานด้านสื่อมวลชนในภาคอีสานให้กับเดอะอีสานเรคคอร์ด  โดยเริ่มดำเนินการอบรมตั้งแต่เดือน มิถุนายน ถึงเดือนธันวาคม 2559

image_pdf