อนุสาวรีย์ลัทธิบริโภคนิยมแห่งเมืองขอนแก่น – ภูเขาขยะ คนเก็บของเก่าขาย และปัญหาโลกแตกของการเลือกวิธีกำจัดขยะที่ถูกที่ควร

การจัดการขยะมูลฝอยและการรีไซเคิลในประเทศไทยเป็นไปตามมีตามเกิด ไม่มีสถาบันหรือหน่วยงานไหนรองรับชัดเจนมาเป็นเวลานาน ด้วยวัฒนธรรมบริโภคนิยมที่เติบโตขึ้น วิธีการกำจัดขยะด้วยการฝังกลบไม่สามารถรับมือกับจำนวนขยะอันมหาศาลได้อีกต่อไป และในจังหวัดขอนแก่นเอง ระบบการจัดการแบบเดิมก็เดินทางมาถึงจุดวิกฤต ปัจจุบัน เทศบาลนครขอนแก่นกำลังดำเนินงานปฏิรูปการจัดการขยะมูลฝอย พร้อมกับทำให้เมืองเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นนโยบายที่นำความวิตกกังวลมายังชุมชนชาวบ้านที่ทำอาชีพเก็บของเก่าขายมานมนาน

โดย โซอี สวาทซ์ และ มาริโก พาวเวอร์ส

IMG_2016-05-31 23:38:42

รถบรรทุกกำลังนำขยะจากตัวเมืองขอนแก่นมาทิ้งยังสถานฝังกลบขยะของเทศบาลนครขอนแก่น สำนักการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลนครขอนแก่น ระบุว่ารถขยะ 45 คันของทางเทศบาลฯ ต้องใช้น้ำมันต่อเดือนรวมประมาณ 23,000 ลิตร

กองพะเนินสีเทาผงาดง้ำขึ้นค้ำทุ่งนาขอนแก่นเขียวขจี มองดูแวบแรกอาจคิดว่าเป็นภูเขาสักลูกหรือสันเนินสักแนว แต่หากเพ่งพิจารณาอีกนิด เนินเขามหึมาลูกนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ธรรมชาติสรรค์สร้างขึ้น หากแต่เป็นสิ่งของเหลือใช้กองทับถมกันเป็นปราสาท รอบ ๆ มีน้ำเสียสีน้ำตาลเน่าเหม็นไหลซึมออกมาเป็นคูตื้น ๆ เสมือนปราการป้องกันมิให้คนขวัญอ่อนเข้าใกล้ สิ่งแปลกปลอมหลุดโลกเหนือภูมิทัศน์แห่งนี้คือพื้นที่ฝังกลบขยะมูลฝอยแห่งเมืองขอนแก่น ด้วยขนาดพื้นที่ 98 ไร่อันเป็นสถานที่กำจัดขยะของชาวเมืองกว่า 115,000 คนที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น

สถานที่กำจัดขยะแห่งนี้ถือเป็นอนุสาวรีย์แห่งลัทธิบริโภคนิยมของขอนแก่น เป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตทางเศรษฐกิจแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อปี 2557 สำนักข่าวเดอะเนชั่นรายงานว่า สถานที่กำจัดขยะแห่งนี้มีขยะอยู่มากถึง 800,000 ตัน และข้อมูลจากสำนักการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลนครขอนแก่น ระบุว่าปัจจุบันสถานที่กำจัดขยะรองรับขยะประมาณ 209 ตันต่อวัน คิดเป็นเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับปี 2549 ที่รองรับขยะ 108 ตันต่อวัน

“ที่ทิ้งขยะเต็มแล้ว” นายจุมพล มงคลศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลนครขอนแก่นกล่าว จังหวัดขอนแก่นเคยวางแผนหาพื้นที่กำจัดขยะแห่งใหม่แต่ไม่สามารถหาพื้นที่ที่เหมาะสมได้ “เรามีงบประมาณที่จะสร้างสถานที่กำจัดขยะแบบฝังกลบแห่งใหม่ มีหลายที่ที่วางแผนไว้ว่าจะสร้าง แต่ชาวบ้านคัดค้าน เพราะไม่ต้องการให้มีกองขยะอยู่ใกล้ชุมชนตัวเอง”

เพื่อจะลบเลือนกิตติศัพท์ความเป็นเมืองที่มีขยะมากที่สุดเป็นอันดับที่ 8 ของประเทศ เทศบาลนครขอนแก่นได้ริเริ่มโครงการลดปริมาณขยะต่างๆ และสรรหาทางเลือกอื่นๆ เพื่อทดแทนการกำจัดขยะแบบฝังกลบ “เราพาคนไปทัศนศึกษาดูสถานที่กำจัดขยะแบบฝังกลบของเทศบาลนครขอนแก่น แล้วก็ให้พวกเขาวางแผนว่าจะลดปริมาณขยะของตนเองอย่างไร” นายจุมพลเล่าถึงตัวอย่างหนึ่งในหลายโครงการที่ทางสำนักการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมฯ ได้เริ่มลงมือปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนเมืองขอนแก่นให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

"We try to take care of scavengers, but they’re busy and don’t have time to come to programs,” says Mr. Jumpon. He and the municipality are making efforts to handle the issue of waste management as effectively as possible, but communication between the municipality and scavengers continues to be a challenge.

สำนักการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลนครขอนแก่นดำเนินโครงการนำคนมาทัศนศึกษาสถานที่กำจัดขยะเพื่อให้เห็นถึงผลที่เกิดขึ้นจากลัทธิบริโภคนิยมด้วยตาตนเอง ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่าความตระหนักรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ในสังคมเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสร้างยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาขยะระดับประเทศ

สำนักการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลนครขอนแก่น ได้ติดตั้งถังขยะรีไซเคิลทั่วตัวเมืองจำนวน 25 จุด ได้จัดอบรมให้ความรู้แก่ชุมชนต่อเรื่องการลด คัดแยก และนำขยะมูลฝอยกลับมาใช้ใหม่ (Reduce Reuse and Recycle: 3Rs) และได้ริเริ่มสนับสนุนชุมชนจำนวน 15 ชุมชน ให้เรียนรู้วิธีการผลิตปุ๋ยหมักและฝึกอบรมเศรษฐกิจพอเพียงระดับครัวเรือน ซึ่งเป็นการฝึกอบรมให้ลดการสร้างขยะโดยการนำสิ่งของเหล่านั้นกลับมาใช้ใหม่ด้วยวิธีการสร้างสรรค์แทนที่จะทิ้งเป็นขยะ และยังมีการสาธิตวิธีปลูกพืชเพื่อบริโภคเอง อันเป็นหนทางช่วยลดขยะบรรจุภัณฑ์ของอาหารที่ซื้อตามห้างร้าน

โครงการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อหนุนเสริมการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของเมืองขอนแก่นให้มีความยั่งยืน ถึงกระนั้น คนส่วนใหญ่ก็เห็นตรงกันว่าโครงการเหล่านี้ยังคงไม่เพียงพอต่อการแก้วิกฤตขยะล้นเมืองได้ แทนแผนการสร้างสถานที่ฝังกลบขยะแห่งใหม่ เทศบาลนครขอนแก่นได้ร่วมมือกับบริษัทเอกชนสร้างโรงเผาขยะบริเวณใกล้เคียงกับแหล่งฝังกลบขยะปัจจุบัน เตาเผาแห่งนี้สามารถเผากำจัดขยะประมาณ 450 ตันต่อวัน โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการในปีนี้ หากคำนวณตามอัตราการเผาดังกล่าวแล้ว คงต้องใช้เวลากว่า 10 ปีจึงจะสามารถกำจัดภูเขาขยะเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันได้หมด

สำนักการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมฯ กล่าวอีกว่าโรงเผาขยะผ่านกระบวนการประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว และจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนในบริเวณใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านที่ทำมาหาเลี้ยงชีพจากการเก็บของเก่าและอาศัยอยู่ใกล้กองขยะได้แสดงความวิตกกังวลต่อปัญหาทั้งทางด้านสุขภาพและด้านการเงินที่จะเกิดตามมาในอนาคต “เราไม่รู้ว่าจะยังเข้าไปหาของเก่าได้ไหม” นายคำพัด ขวัญกล้า อายุ 58 ปี ชาวบ้านที่เก็บขยะรีไซเคิลมาขายและแกนนำชุมชน กล่าวด้วยสีหน้าวิตกกังวล “ไม่รู้เหมือนกันว่าชีวิตนี้จะสั้นจะยาวแค่ไหน”

DSC_4059

“เราพยายามที่จะทำงานกับชาวบ้านคนที่มีอาชีพเก็บขยะรีไซเคิลมา แต่ว่าพวกเขาก็ไม่ค่อยว่าง แล้วก็ไม่มีเวลามาเข้าร่วมกิจกรรมกับเรา” นายจุมพลกล่าว ซึ่งเทศบาลนครขอนแก่นและตัวเขาเองพยายามที่จะแก้ปัญหาการจัดการขยะให้มีประสิทธิภาพมากเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่การประสานงานระหว่างเทศบาลนครขอนแก่นและชาวบ้านที่เก็บขยะรีไซเคิลก็ยังคงเป็นเรื่องยากลำบาก

ตั้งแต่เริ่มดำเนินการฝังกลบเมื่อปี 2508 สถานที่กำจัดขยะแห่งนี้คือพื้นที่ทำมาหากินของชาวบ้านกว่า 60 ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในบ้านคำบอนน้อย หมู่บ้านแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นโดยชาวบ้านคนที่มาเก็บของเก่าที่พากันสร้างบ้านพักอาศัยตามแนวแหล่งทิ้งขยะ “หาได้ไม่มากเท่าไหร่ แต่ก็พอประทังชีวิตไปวันๆ” นายคำพัดกล่าว

ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ใกล้กองขยะหรือเร่หาขยะตามมุมเมือง นักล่าขยะรีไซเคิลคือกลุ่มคนที่เป็นแนวหน้าของผู้เพียรพยายามนำขยะกลับมาใช้ใหม่ การค้นแยกเอาขยะรีไซเคิลมาขายเป็นอาชีพนั้นหล่อเลี้ยงหลายต่อหลายครอบครัวที่ไม่มีทางเลือกมากนัก “ทุกคนรู้ว่าพ่อแม่ของตัวเองเก็บขยะหากิน” นายคำพัดเล่า “เราไม่มีการศึกษา แล้วเราก็ไม่เคยทำงานอย่างอื่นเลย”

หากมองระยะยาว การก่อสร้างโรงงานเผาขยะแห่งใหม่นี้อาจเป็นภัยต่อปากท้องของนักล่าขยะรีไซเคิล และชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงก็กังวลว่าโรงงานจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของตน ดร. อลิซ ชาร์ป อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมและเทคโนโลยีเคมีชีวภาพ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่า “ข้าพเจ้าเข้าใจความวิตกกังวลของชุมชน เนื่องจากโครงการประเภทนี้ แล้วก็โครงการประเภทอื่นๆ มักก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและกระทบต่อการดำเนินชีวิตของชาวบ้านจริงๆ ความไว้วางใจต่อรัฐบาลส่วนท้องถิ่นและส่วนกลางมันไม่มี”

อาจารย์อลิซยังได้กล่าวอีกว่า เตาเผาขยะนั้นจะปลอดภัยได้ก็ต่อเมื่อนำมาใช้อย่างเหมาะสมตามประเภทของขยะ เมื่อปฏิบัติตามมาตรการใช้งานอย่างเคร่งครัด และเมื่อมีการติดตั้งเครื่องมือควบคุมมลภาวะอย่างเหมาะสม

ขณะที่นักเก็บขยะรีไซเคิลต่างหวาดกลัวว่าจะสูญเสียอาชีพของตน นายคำพัดก็เข้าใจสถานการณ์ขยะเมืองขอนแก่นที่มีแต่จะแย่ลงทุกที “มีขยะเข้ามาตลอดทั้งวันทั้งคืน” เขาเล่าถึงขบวนรถขยะที่เข้ามายังแหล่งฝังกลบแห่งนี้ในแต่ละวัน เรื่องเช่นนี้ไม่ใช่กรณีพิเศษของเทศบาลนครขอนแก่น เพราะตามสถิติระดับประเทศนั้นขยะมูลฝอยมีสัดส่วนของพลาสติกที่ไม่สามารถย่อยสลายได้เพิ่มขึ้นทุกที ผลการวิจัยพบว่าประเทศไทยสร้างขยะพลาสติกมากเป็นอันดับ 6 ของโลก ซึ่งชี้ว่าปัญหาขยะล้นเมืองไม่ได้เข้าขั้นวิกฤตแต่เฉพาะในขอนแก่น แต่เป็นปัญหาร่วมกันของทั้งประเทศ

 All the villagers are afraid right now,” says Mr. Kampat of the trash incinerator expected to open at the landfill this year. “The plant shouldn’t be close to the community. The garbage is poisonous enough and now we will have the plant that may also be poisonous.”

“ชาวบ้านทุกคนกลัวหมดตอนนี้” นายคำพัดเล่าถึงโรงงานเผาขยะที่คาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการ ณ สถานที่ทิ้งขยะภายในปีนี้ “โรงงานไม่ควรตั้งอยู่ใกล้กับชุมชนขนาดนี้ ขยะที่กองอยู่นั้นก็มีสารพิษมากพอแล้ว และตอนนี้ เราจะมีโรงงานมาเพิ่มอีก ซึ่งก็จะยิ่งอันตรายเข้าไปใหญ่”

ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะประกาศให้การจัดการขยะมูลฝอยและขยะมีพิษเป็นวาระแห่งชาติ แต่ดร. อลิซ ชาร์ป ก็เชื่อว่า “รัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียวคงไม่สามารถทำให้ระบบการจัดการขยะมีประสิทธิภาพได้เท่าที่ควร” เธอกล่าวว่ารัฐบาลไทย ภาคธุรกิจและบุคคลทั่วไปต้องให้ความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกันในแนวทางการแก้ไขปัญหาขยะอย่างยั่งยืน เพราะทุกภาคส่วนล้วนมีบทบาทในวงจรการจัดการขยะ

ไม่ว่าจะเสนอทางออกอย่างไร เทศบาลนครขอนแก่นและนักเก็บขยะรีไซเคิลก็เห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมเพื่อลดการบริโภค ถึงแม้ว่านักเก็บของเก่าจะบริโภคน้อยเกือบจะที่สุด แต่พวกเขากลับเป็นกลุ่มคนที่ตระหนักถึงวิกฤตเรื่องการบริโภคมากที่สุด

ขณะนั่งอยู่หน้าบ้านคอนกรีตหลังเล็ก นายคำพัดมองดูยอดเนินและโค้งหุบของกองขยะมหึมาตรงหน้า อันเป็นสถานที่ที่น้อยคนนักจะตระหนักว่ามีอยู่ “เราต้องให้ความรู้กับคนยุคใหม่ ไม่ให้ใช้พลาสติกมากเกินไป ถึงแม้ว่าเรา[คนเก็บของเก่าขาย]จะได้ประโยชน์ก็ตาม” เขากล่าวอย่างแน่วแน่ พลางปัดมือไล่แมลงวันที่บินตอมอยู่รอบตัว

แม้ว่าอนาคตจะเป็นเรื่องไม่แน่นอน นายคำพัดและอีกกว่า 60 ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงสถานที่ฝังกลบขยะก็จะยังคงค้นเขี่ยหาของเก่าขายต่อไป “ก็ไม่มีที่ไหนจะไปแล้ว ผมเกิดและโตที่นี่” เขาพูดอย่างเคร่งขรึม “อย่างเดียวที่ทำได้ คือหากินให้อยู่รอดในแต่ละวัน”

ด้วยความมโหฬารของกองขยะจากเทศบาลนครขอนแก่นที่ทับถมอยู่ การจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพก็ดูเป็นงานที่น่าหวาดหวั่น แต่นายจุมพลก็ยังคงมีความหวัง เขาเชื่อมั่นว่าทางเทศบาลนครขอนแก่นจะยังคงทำหน้าที่ให้ข้อมูลความรู้เรื่องนานาประโยชน์จากการนำขยะกลับมาใช้ใหม่ ทั้งประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและต่อฐานะทางเศรษฐกิจ เขาเน้นว่าไม่ว่าจะเป็นคนเก็บของเก่าขาย ผู้ที่อาศัยอยู่ในตัวเมือง หรือผู้ที่อยู่ในหมู่บ้านใกล้เคียง ก็ล้วนแล้วแต่สามารถหารายได้เสริมเล็กๆ น้อยๆ จากการนำขยะมาขาย แหละนั่นเอง บนโต๊ะทำงานของนายจุมพลมีกล่องปากกาและจานใบเล็กประดิษฐ์จากซองบรรจุภัณฑ์พลาสติก เขาอธิบายเสริมว่านี่เป็น “อีกหนทางหนึ่งในการช่วยชุมชน”

โซอี สวาทซ์ และ มาริโก พาวเวอร์ส เป็นนักเขียนอิสระชาวอเมริกัน ปัจจุบันอาศัยอยู่ในจังหวัดขอนแก่น