“ครอบครัวแหว่งกลาง” ภาวะที่เกิดขึ้นในภาคอีสาน

“สถาบันพื้นฐานของสังคมที่ประกอบด้วยสามีภรรยาและหมายความรวมถึงลูกด้วย” ความหมายของคำว่า “ครอบครัว” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แต่ภายใต้โครงสร้างทางสังคมในปัจจุบัน คำว่าครอบครัวอาจจะไม่ได้มีความหมายดังกล่าวอีกต่อไป สืบเนื่องจากการอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาทำงานในกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ของคนตามต่างจังหวัด โดยทิ้งลูกหลานไว้ที่บ้านให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงดู ปรากฏการณ์ดังกล่าวสามารถพบเห็นได้อย่างมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภูมิภาคที่มีอัตราการอพยพย้ายถิ่นฐานที่สูง และทำให้มีอัตราเด็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ในอัตราที่สูงตามไปด้วย ทำให้เกิดลักษณะครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นคนรุ่นปู่-ย่า และข้ามไปเป็นคนในรุ่นหลานโดยไม่มีสมาชิกที่เป็นรุ่นพ่อแม่ หรือที่เรียกกันว่า “ครอบครัวแหว่งกลาง”(skip generation family)

ขอบคุณภาพประกอบจาก คุณ วิศรุต แสนคำ

ไทยเด็ก 3 ล้านคนไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ ซึ่งคิดเป็นร้อย 21 ของจำนวนเด็กไทยทั้งหมด และมีอัตราที่สูงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีเด็กที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่มากถึงร้อยละ 30 ของเด็กอีสานทั้งหมด – ขอบคุณภาพประกอบจาก คุณ วิศรุต แสนคำ

ครอบครัวแหว่งกลางในภาคอีสาน ผลจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

สถิติจากสำรวจสำมะโนครัว พ.ศ 2545 พบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภูมิภาคที่มีการย้ายถิ่นฐานเข้าสู่กรุงเทพมหานครมากที่สุด โดยสาเหตุที่สำคัญที่สุดคือการเข้ามาทำงานประกอบอาชีพ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตการทำมาหากินของคนในสังคมอีสานที่เปลี่ยนแปลงไป คนในภาคอีสานเริ่มไม่ได้พึ่งพารายได้หลักจากการทำเกษตรกรรมอีกต่อไป การทำนากลายเป็นการทำนาเพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคในครัวเรือน ส่วนที่เหลือจึงนำออกขาย ขณะที่รายได้หลักนั้นมาจากการทำงานรับจ้างหรือค้าขายภายในชุมชนเองหรือการเข้าไปทำงานในเมืองใหญ่ พิจารณาได้จากข้อมูลรายได้ครัวเรือนจากภาคการเกษตรในปี พ.ศ 2529 ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 19 ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 13.5 ใน พ.ศ. 2552 และข้อมูลมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศจาก ธนาคารแห่งประเทศเผยว่าออกมาว่า รายได้หลักของประเทศไทยมาจากภาคอุตสาหกรรมเป็นหลักถึงร้อยละ 39 แต่มาจากภาคเกษตรกรรมเพียงร้อยละ 8.6 เท่านั้น ดังนั้นแล้วประเทศไทยไม่ได้อาศัยรายได้หลักจากการทำเกษตรกรรม แสดงให้เห็นถึงวิถีการประกอบอาชีพเปลี่ยนไปในปัจจุบันว่าไม่ได้มาจากการทำเกษตรอยู่ภายในท้องถิ่นอีกต่อไป หลายคนจึงจำต้องฝากลูกไว้กับคนผู้สูงอายุที่บ้านแล้วเดินทางเข้าไปทำงานในเมืองใหญ่

ข้อมูลจากองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เผยว่ามีเด็ก 3 ล้านคนไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ ซึ่งคิดเป็นร้อย 21 ของจำนวนเด็กไทยทั้งหมด และมีอัตราที่สูงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีเด็กที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่มากถึงร้อยละ 30 ของเด็กอีสานทั้งหมด จากข้อมูลการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรี ตัวเลขจากข้อมูลดังกล่าวถือว่าอยู่ในอัตราที่สูงเมื่อนำไปเทียบกับประเทศอื่นที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกับประเทศไทย เช่น ประเทศลาวที่มีเด็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อ-แม่อยู่ที่ร้อยละ 5 ประเทศเวียดนามอยู่ที่เพียงร้อยละ 4.4 ประเทศคอสตาริก้าร้อยละ 3.4 และประเทศไนจีเรียร้อยละ 6.5

รูปแบบครอบครัวแหว่งกลางส่งผลกระทบต่อเด็กหลายทาง โดยมีทั้งผลดีและผลเสียที่แตกต่างกันออกไป ในครอบครัวที่เด็กถูกเลี้ยงดูมาโดยผู้สูงอายุที่เกษียณตัวเองจากการทำงาน ทำให้มีเวลาดูแลเอาใจใส่ต่อเด็กได้มากกว่าเด็กที่พ่อแม่ต้องทำงานหนักจนไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่เด็ก ในทางกลับกันด้วยความที่ว่าผู้สูงอายุหลายๆ คนต่างก็มีปัญหาด้านสุขภาพและข้อจำกัดอื่นๆ ตามวัย ทำให้มีข้อจำกัดในการส่งเสริมกิจกรรมที่จะกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก เช่น อ่านหนังสือ ร้องเพลง ออกกำลังกายหรือการเล่านิทาน

ผลจากการศึกษาจากงานวิจัยในหัวข้อ “ชีวิตความเป็นอยู่ของครัวเรือนไทยในรอบ 2 ทศวรรษ” โดย ดร.นิพนธ์  พัวพงศกร ชี้ให้เห็นว่า  “การที่เด็กมีโอกาสอยู่กับพ่อแม่น้อยลง โดยเฉพาะเด็กในครัวเรือนยากจนและครัวเรือนแหว่งกลางนั้น มีผลกระทบต่อการศึกษาและความเป็นอยู่ของเด็ก ถ้าเด็กไม่อยู่กับพ่อแม่โอกาสของเด็กผู้ชายจะเรียนต่อมหาวิทยาลัยลดลงร้อยละ 25 และโอกาสของเด็กผู้หญิงจะเรียนต่อมัธยมปลาย ลดลงร้อยละ 0.2”

รศ. อารี จำปากลาย นักวิจัยประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายถึงผลกระทบที่มีต่อเด็กในครอบครับที่พ่อแม่ย้ายถิ่น โดยเฉพาะครอบครัวที่เด็กไม่ได้อยู่กับแม่ จากการเก็บข้อมูลศึกษาวิจัยในเด็ก 0-3 ขวบที่ไม่ได้อยู่กับแม่ (แม่ไปทำงานที่อื่น) เด็กมีพัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กที่ได้อยู่กับแม่ โดยเฉพาะพัฒนาการด้านภาษา แต่การที่เด็กไม่ได้อยู่กับพ่อ ยังไม่พบว่ามีผลต่อพัฒนาการของเด็ก “การที่แม่ต้องไปอยู่ที่อื่นสะท้อนให้เห็นว่าสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของแม่ลูก มีความสำคัญอย่างมากต่อพัฒนาการเด็ก นอกจากนี้ การไม่มีพ่อแม่อยู่ในบ้าน ทำให้เด็กต้องได้รับการดูแลโดยคนอื่น ซึ่งส่วนมากเป็นยายและย่า ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ทำให้มีข้อจำกัดในการส่งเสริมกิจกรรมที่จะกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก เช่น อ่านหนังสือ ร้องเพลง หรือ เล่านิทาน การศึกษาพบว่า บ้านที่พ่อแม่ไปอยู่ที่อื่น มีการทำกิจกรรมที่กระตุ้นพัฒนาการเด็กน้อยกว่าบ้านที่มีพ่อแม่อยู่ด้วย”

ข้อเสนอแนะและมาตรการรับมือกับภาวะครอบครัวแหว่งกลาง

งานวิจัย “ชีวิตความเป็นอยู่ของครัวเรือนไทยในรอบ 2 ทศวรรษ” ได้เสนอมาตรการรับมือกับภาวะครอบครัวแหว่งกลางที่สำคัญ 5 ข้อ ได้แก่

  1. อัตราการเกิดต่ำเกินไปจะทำให้ขาดดุลทางโครงสร้างประชากรในอนาคต ทั้งนี้การสนับสนุนให้มีบุตรมากขึ้นในอนาคตน่าจะยากกว่าในอดีตที่รัฐสนับสนุนให้มีบุตรลดลง
  2. พ่อแม่คนเมืองที่ทุกคนทำงานนอกบ้าน จะมีความยากลำยากในการเลี้ยงดูบุตร ควรสร้างทางเลือกให้พ่อแม่ในเมืองที่ต้องการให้บุตรอยู่กับตนได้รับการสนับสนุนด้านสถานรับดูแลเด็กก่อนวัยเรียนที่มีมาตรฐาน นอกจากนี้ รัฐบาลควรสนับสนุนให้ครอบครัวที่มีความพร้อมมีลูกเพื่อลดปัญหาจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นโดยลดหย่อนภาษีรายได้สำหรับผู้มีบุตรในอัตราก้าวหน้าและแม่ที่ต้องทำงาน สวัสดิการช่วยเหลือการมีลูก
  3. เด็กในครอบครัวยากจนควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถหลุดจากความยากจนได้ในอนาคต (ครัวเรือนที่มีเด็กทั้งหมดร้อยละ 9 มีฐานะยากจน)
  4. ส่งเสริมให้เด็กในครัวเรือนรายได้น้อยได้มีโอกาสศึกษาในระดับที่สูงขึ้น
  5. โดยภาพรวม เด็กมีโอกาสทางการศึกษาและมีสวัสดิภาพที่ดีขึ้น แต่สภาพการเป็นอยู่แบบครอบครัวที่สมบูรณ์แย่ลง ทางที่ดีควรมีการศึกษาเชิงลึกต่อไปว่า จะเป็นปัญหาสังคมอย่างไร และหามาตรการเสริมสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์ที่เหมาะสม

ด้าน รศ. อารี จำปากลาย มีข้อเสนอต่อรัฐในการจัดทำมาตรการเพื่อเข้าไปจัดการกับปัญหาครอบครัวแหว่งกลาง ดังนี้

  1. รัฐควรจัดให้มีโครงการหรือกิจกรรมที่ส่งเสริมครอบครัวที่มีเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อยู่โดยไม่มีพ่อแม่เลี้ยงดู เนื่องจากพบว่า ครอบครัวยังมีข้อจำกัดเรื่องการสร้างเสริมกิจกรรมกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการเด็ก
  2. เจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ควรมีบทบาทสำคัญในการดูแลและเฝ้าระวังครอบครัวที่มีเด็กเล็กที่พ่อแม่ไปทำงานที่อื่น โดยเฉพาะที่แม่ไม่ได้อยู่ด้วย
  3. รัฐควรทบทวนนโยบายที่อำนวยความสะดวกให้แม่ที่ทำงานสามารถอยู่กับลูกได้นานขึ้น
image_pdf