อนาคตข้าวอีสาน วิถีการทำนาที่เปลี่ยนไป

พฤศจิกายนถือเป็นอันสิ้นสุดฤดูฝนอย่างเป็นทางการและเป็นการเริ่มต้นฤดูหนาวที่เวียนกลับมาอีกหน ข้าวที่ชูช่อสีเหลืองเต็มทุ่งนาเป็นสัญญาณของฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่กำลังจะมาถึง ฤดูกาลของความหวังของชาวนา ที่จะได้นำข้าวไปขายแก่โรงสีเพื่อนำเงินกลับมาจุนเจือครอบครัวและเป็นต้นทุนในการทำนาในครั้งต่อไป แต่หลายครั้งชาวนาเองก็ต้องพบกับความผิดหวัง เนื่องด้วยราคาผลผลิตที่ตกต่ำลง โดยข้อมูลราคากลางรับซื้อข้าวหอมมะลิในช่วงเดือนพฤศจิกายนระหว่าง พ.ศ. 2555-2558 จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ชี้ให้เห็นว่าราคาข้าวหอมมะลิในช่วงเวลาดังกล่าวลดต่ำลง โดยในปี 2555 ราคาอยู่ที่ 15,386 บาท ปี 2556 ราคาอยู่ที่ 14,984 บาท โดยในสองปีล่าสุดราคาลดลงมาอยู่ที่ 13,367 บาท และ 12,454 บาทในปีล่าสุด

การลงแขกทำนาซึ่งเป็นวิถีการทำนาแบบดั้งเดิมที่คนในชุมชนผลัดเปลี่ยนกันมาช่วยเก็บเกี่ยวข้าวในนาของกันและกัน

การลงแขกทำนาซึ่งเป็นวิถีการทำนาแบบดั้งเดิมที่คนในชุมชนผลัดเปลี่ยนกันมาช่วยเก็บเกี่ยวข้าวในนาของกันและกัน

การทำนากับการลงทุนที่ไม่คุ้มทุน

หลังจากที่หลายต่อหลายรัฐบาลที่ผ่านมาได้ออกนโยบายต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็นนโยบายประกันราคาข้าวหรือ โครงการจำนำข้าว เพื่อจัดการกับส่วนต่างของราคา ทำให้ราคาข้าวกลับมามีราคาสูงขึ้นทำให้ การทำนาได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ภายหลังจากมีการยกเลิกนโยบายต่างๆที่รัฐเข้ามามีส่วนในการจัดการกับราคาข้าว ทำให้ราคาข้าวต้องกลับไปสู่กลไกลตลาดที่ถูกกำหนดโดยเหล่าผู้ประกอบค้าข้าวเช่นเดิม แต่ต้นทุนปัจจัยการผลิตในการทำนาต่างๆกลับมีราคาที่สูงขึ้น โดยชาวนาในภาคอีสานต้องใช้ค่าใช่จ่ายในการทำนาที่สูงขึ้น เช่น ค่าปุ๋ยเคมีที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าจ้างรถไถ และค่าจ้างแรงงานเก็บเกี่ยว โดยสังคมอีสานในปัจจุบันส่วนใหญ่มีสมาชิกในครอบครัวเพียง1-2 คนเท่านั้นที่ยังคงดำรงอาชีพทำนาอยู่ ทำให้ไม่มีแรงงานในครัวเรือนจึงต้องใช้เงินจ้างแรงงานที่มีราคาสูงขึ้น จากการปรับอัตตาค่าแรงขั้นต่ำ

นาย อุบล อยู่หว้า หนึ่งในชาวนาจากเครือข่ายเกษตรทางเลือกภาคอีสาน อ.ค้อวัง จ.ยโสธร ให้ข้อมูลกับอีสานเรคคอร์ด ว่า ตอนนี้ราคาข้าวหอมมะลิที่ขายให้โรงสีมีราคาอยู่ที่ 8,000 -9,000 บาทต่อตัน ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับในช่วงเดียวกันเมื่อปีที่แล้วที่ราคาจะอยู่ที่ 13,000 – 15,000 บาทต่อตัน ในขณะที่ต้นทุนในการทำนายังคงมีราคาสูงอยู่เช่นเดิม โดยในการทำนา 1 ไร่ต้องใช่ค่าใช้จ่ายค่าในการจ้างรถไถที่นาสองครั้ง ราคาครั้งละ 250 บาท รวมเป็น 500บาท ค่าเมล็ดพันธุ์อยู่ที่ 500-750 บาทต่อไร่ หากเกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีต้องใช้เงินในการซื้อปุ๋ยเคมีประมาณ 300-500 บาทต่อไร่ ต้นทุนส่วนที่เหลือถูกนำไปใช้ในการจ่ายแรงงานเพื่อดำเนินการกิจกรรมต่างๆอย่างเช่น ดำนา เกี่ยวข้าว ซึ่งต้นทุนส่วนนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนแรงงานที่ใช้ โดยการทำนา 1 ไร่จะให้ผลผลิตอยู่ที่ 350-500 กิโลกรัม จากการสำรวจของนาย อุบล ในบริเวณชุมชนของตน การทำนาหนึ่งไร่จะใช้เงินประมาณ 3,500-4,000 บาท โดยคิดเป็นกำไรอยู่ที่ 1,000-2,000 บาทต่อไร่ หรือบางพื้นที่อาจไม่มีกำไรเหลืออยู่เลยหากพื้นที่ดังกล่าวมีความจำเป็นต้องใช้แรงงานหรือเครื่องจักรจำนวนมาก

“การทำนาในทุกวันนี้เป็นลักษณะของการจัดการมากขึ้น” นายอุบลกล่าว “สถานการณ์ชาวนาในภาคอีสานยังถือว่าดีกว่าทางชาวนาในภาคกลางที่การทำนาในเชิงพาณิชย์ที่ใช้เงินในทุกขั้นตอนซึ่งต่างจากภาคอีสานที่ยังเป็นการผสมกับวิถีดั่งเดิมและพื้นที่ส่วนของภาคอีสานสามารถทำนาได้ปีละครั้งจึงเลือกปลูกพันข้าวมีอายุยืนอย่างเช่นข้าวหอมมะลิและได้ราคาที่ได้ดีกว่า แต่ในส่วนของภาคกลางที่สามารถทำนาได้ปีละหลายครั้งเลือกปลูกข้าวที่อายุสั้นซึ่งราคาจะต่ำกว่า ประกอบกับเป็นการทำนามีลักษณะเป็นอุสาหกรรมที่ใช้การจ้างงานในทุกขึ้นตอนจึงมีตนทุนที่สูงกว่า เมื่อไม่มีการประกันราคาจึงทำให้เกิดภาวะที่ขาดทุนที่สูง”

การกำหนดราคาจากผู้ค้าข้าวและวัฎจักรหนี้สินชาวนา

การกำหนดราคารับซื้อข้าวจะถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้แต่ละแห่งใช้เป็นราคากลางในการรับซื้อข้าวจากชาวนาโดยอ้างอิงจากราคาตลาดโลก ณ ขณะนั้น แต่โรงสีในหลายพื้นที่กลับตั้งราคารับซื้อที่ต่ำลงมาจากราคากลาง นอกจากนั้นชาวนายังถูกหักเงินจากราคาข้าวที่ขายได้เป็นค่าความชื้นและสิ่งเจือปน เกษตรกรชาวนาเองก็ไม่มีความสามารถที่จะเก็บข้าวไว้ขายในช่วงที่ราคาสูงกว่าอย่างในเดือนมีนาคม-เมษายน ได้ เพราะเงินที่ใช้เป็นต้นทุนในการปลูกข้าวส่วนใหญ่มาจาการกู้ยืมจากธนาครหรือจากการกู้ยืมนอกระบบ ชาวนาจึงต้องรีบขายข้าวเพื่อจะนำมาใช้หนี้เพื่อที่จะสามารถกู้เงินครั้งใหม่และนำไปลงทุนในการทำนาครั้งต่อไปได้

อีสานเรคคอร์ดได้ลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นของชาวนาที่ ตลาดกลางสินค้าเกษตร จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นสถานที่รับเก็บรักษา ชั่งน้ำหนัก และตรวจวัดความชื่นของข้าว เพื่อให้ผู้ค้าข้าวรายต่างๆมาประมูลนำข้าวไป โดยเกษตรกรชาวนาหลายคนให้ข้อมูลกับอีสานเรคคอร์ดว่าที่เลือกมาขายที่ตลาดกลางสินค้าเกษตรแห่งนี้เพราะ ถึงแม้จะได้ราคาที่ไม่แตกต่างจากการขายในโรงสีทั่วไป แต่คิดว่าการชั่งน้ำหนักและการตรวจวัดคุณภาพข้าวของที่นี้มีความน่าเชื่อถือกว่า โดยหลายครั้งที่นำข้าวไปขายกับโรงสี ทางโรงสีแต่ละแห่งจะเก็บค่าความชื้นมากน้อยไม่เท่ากัน ทำให้ชาวนาไม่ได้รับเงินเต็มจำนวนตามน้ำหนักของข้าวที่นำไปขาย

นาย ภัย ศรีรุ่ง ชาวนา ตำบล พระลับ อำเภอ เมือง จังหวัด ขอนแก่น

นาย ภัย ศรีรุ่ง ชาวนา ตำบล พระลับ อำเภอ เมือง จังหวัด ขอนแก่น

นาย ภัย ศรีรุ่ง ชาวนา ตำบล พระลับ อำเภอ เมือง จังหวัด ขอนแก่น ให้ข้อมูลกับอีสานเรคคอร์ดว่า สาเหตุที่ต้องมาตลาดกลางสินค้าเกษตรเนื่องจากหลายครั้งที่เคยนำข้าวไปขายให้กับโรงสีทั่วไป มักจะไม่ได้ราคาเต็มจำนวนตามที่กำหนดไว้ โดยจะถูกหักค่าสิ่งเจือปน หักค่าความชื่น หรือโรงสีบางแห่งก็หักรวบ 10% จากราคาทั้งหมดโดยถือว่าเป็นค่าความชื่น สิ่งเจือปนและค่าใช้จ่ายดำเนินการต่างๆ ตนจึงตัดสินใจที่จะเข้ามาขายข้าวที่นี่ อีกทั้งตนยังอาศัยอยู่ไม่ไกลจากตลาดกลาง แต่ชาวนาหลายรายที่อยู่ห่างไกลออกไปเมื่อคิดคำนวณค่าที่ใช้จ่ายที่จะเดินทางมาแล้วเห็นว่าไม่คุ้มทุนจึงต้องนำข้าวไปขายให้กับทางโรงสี

สถานการณ์ข้าวในปัจจุบันกับวิถีการทำนาในอนาคต

ดร. วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยแห่งสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาแห่งประเทศไทย ได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ตลาดข้าวในปัจจุบันและอนาคตของชาวนาไทยว่า ข้าวในตลาดปัจจุบันมีราคาที่แกว่งขึ้นลงอยู่มาก โดยข้าวหอมมะลิมีกลุ่มที่นิยมบริโภคข้าวหอมมะลิอยู่แล้ว จึงทำให้ราคาข้าวหอมมะลิแกว่งน้อยกว่าข้าวชนิดอื่น แต่ก็ยังได้รับผลกระทบจากราคาข้าวรวมในตลาดโลกอยู่ โดยในระยะยาวมีแนวโน้มว่าในประเทศต่าง ๆจะผลิตข้าวเพื่อเลี้ยงตัวเองได้มากขึ้น ดังนั้นเมื่อเทียบต้นทุนการผลิตหรืออัตราเงินเฟ้อราคาข้าวจึงมีแนวโน้มที่จะต่ำลง ปัญหาเรื่องข้าวที่ค้างจากโครงการจำนำข้าวเองก็เป็นปัญหาหนึ่งที่ส่งผลกับราคาข้าว โดยในขณะนี้ข้าวจากโครงการจำนำข้าวที่เหลืออยู่ในสต๊อกมีอยู่ประมาณ 9 ล้านตัน ซึ่งเป็นจำนวนที่เท่ากับปริมาณข้าวที่ประเทศไทยส่งออกในแต่ละปี ถ้าข้าวจำนวน 9 ล้านตันยังเป็นข้าวที่สามารถนำมาบริโภคได้ ตลาดเชื่อว่ารัฐบาลจะนำออกมาขายซึ่งจะส่งผลกับราคาข้าวโดยตรง

การผลิตข้าวในภาคกลางจะเป็นการผลิตที่เป็นอุตสาหกรรมมากขึ้น นั่นคือใช้การจ้างแรงงานและเครื่องจักรจำนวนมาก หากชาวนาในภาคอีสานทำนาในแบบที่ภาครัฐแนะนำคือให้อยู่กับนาตามระยะเวลาที่กำหนด ชาวนาจะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เนื่องจากที่ผ่านมาจะเห็นว่าชาวนาในภาคอีสานจะส่งหัวหน้าครอบครัวไปทำงานรับจ้าง การทำนากลายเป็นการทำนาเพื่อเก็บไว้บริโภคเองในครัวเรือนและส่วนที่เหลือจากการบริโภคจึงจะนำออกขาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าการทำนาไม่ได้เป็นรายได้หลักของครอบครัวชาวนาในภาคอีสานอีกต่อไป