พิษ ‘เศรษฐกิจตกต่ำ’ กระทบหนักภาคส่วนนอกระบบ ‘อีสาน’

ภาวะเศรษฐกิจไทยตกต่ำมักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในแง่ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ ตลาดระดับประเทศ และสถิติของการลงทุนเสมอ แต่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้น ชาวบ้านที่หาเลี้ยงตัวเองในสภาพเศรษฐกิจนอกระบบที่ดูเหมือนกำลังดิ่งเหว กลับรู้สึกถึงแรงกดดันทางการเงินอย่างชัดเจน ณ ตลาด อ. จิระ จังหวัดขอนแก่น พ่อค้าแม่ค้าหลายคนต่างต้องเผชิญกับปัญหาการค้าขายเพื่อที่จะหาเงินรายได้ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายและเพื่อรักษาธุรกิจเล็กๆ ของตนให้อยู่รอด

โดย โซอี สวาร์ทส และ มาริโกะ พาวเวอร์ส

IR_EconomyStory1

ตลาด อ. จิระ เป็นตลาดสำคัญอีกแห่งที่ชาวขอนแก่นเข้ามาจับจ่ายซื้อหาสินค้ามานาน หลายทศวรรษ แต่ตอนนี้ ผู้ค้าในตลาดแห่งนี้กลับเล่าว่า ลูกค้ามีความระมัดระวังในการใช้จ่ายเงินมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา

แสงกระพริบจากไฟนีออนส่องผ่านลูกค้าที่เดินไปมาผ่านตรอกแคบๆ ระหว่างแผงขายของในตลาด อ. จิระ ตลาดสดที่ใหญ่ที่สุดใน จ.ขอนแก่น ซึ่งมีของขายแทบทุกอย่างตั้งแต่ปลาสด เนื้อสัตว์ พืชผักหลากชนิด ผลไม้หลากหลายประเภท และข้าวสารหลากหลายสายพันธุ์เรียงรายนับไม่ถ้วน ผู้คนที่หนาแน่น และสินค้าที่หลากหลายบอกเป็นนัยว่า ตลาดแห่งนี้กำลังเฟื่องฟู แต่ผู้ค้าหลังแผงสินค้าเหล่านี้ กลับกำลังประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนักหน่วง

“ข้าวขายยากขึ้น เพราะลูกค้าซื้อน้อยลง” คุณนวรัตน์ ทับบุญ แม่ค้าข้าวชาวขอนแก่น วัย 72 ปี ซึ่งขายข้าวในตลาดแห่งนี้มานานกว่า 50 ปีกล่าว “ตอนนี้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบไปหมด” เธอกล่าวเสริม พร้อมส่ายหัว หลังรัฐประหารเมื่อปีที่แล้ว เธอต้องพยายามขายมากขึ้นเพื่อให้มีรายได้เท่ากับปีที่แล้ว จากรายได้ที่เคยขายได้ในวันเดียว แต่ตอนนี้เธอต้องใช้เวลาสองวันถึงจะขายได้มากเท่ากัน

ไม่ใช่เพียงคุณนวรัตน์เท่านั้น แรงงานจำนวนมากในประเทศไทย มากกว่า 64% ในปี 2556 หาเลี้ยงตัวเองในภาคธุรกิจนอกระบบ แรงงานที่มีธุรกิจของตนเองเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงพ่อค้าแม่ค้า คนขับตุ๊กตุ๊ก และชาวนาชาวไร่ กลับได้รับผลกระทบจากความผันแปรทางธุรกิจสูงกว่าคนอื่น เพราะพวกเขามักจะไม่มีความคุ้มครองด้านการประกอบอาชีพ และพวกเขากำลังรู้สึกได้ถึงความตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

คุณอำไพ เกิดผล วัย 64 ปี เจ้าของร้านรองเท้าและของใช้ทั่วไปในสถานีขนส่งกลางเมืองขอนแก่น ก็เผชิญปัญหาการดำเนินกิจการเช่นเดียวกัน

“ต้องคิดว่าจะจ่ายค่าเช่ายังไง แถมคนก็ไม่ซื้อของมากเหมือนเดิม” เธอกล่าว พร้อมตำหนิปัญหาทางการเมืองว่าเป็นต้นเหตุของเศรษฐกิจประเทศที่ย่ำแย่ “มันมีแต่แย่ลงเรื่อยๆ รัฐบาลเอาแต่สัญญาว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น” คุณอำไพกล่าวเสริม

หลังสอบถามผู้ค้าหลายสิบคนในตลาดจังหวัดขอนแก่น พ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้รายงานว่า รายได้ต่อวันของพวกเขา ลดลงมากถึงร้อยละ 50 หลังการรัฐประหารเมื่อปีที่แล้ว ดร. พอล คอลเลียร์ ศาตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด ประมาณการว่า เมื่อติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ย รัฐประหารทำให้รายได้ของประเทศลดลงถึงร้อยละ 7

อาจเป็นเรื่องยากที่จะกล่าวว่าการใช้อำนาจเผด็จการทหารเป็นเหตุให้รายได้ลดลงโดยตรง แต่คุณปราณี ศรีเคียว วัย 47 ปี ซึ่งหาเลี้ยงชีพด้วยการขายล็อตเตอรี่ตามตลาด สามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เธอเสียไปกับนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันได้ นโยบายใหม่ที่พยายามแก้ปัญหาราคาล็อตเตอรี่ ให้มีราคา 80 บาท ทำให้ผู้ขายมีกำไรลดลงไปถึงจำนวน 4 บาทต่อใบ คุณปราณีเคยขายได้วันละ 500 บาท แต่ตอนนี้ขายได้เพียง 200 กว่าบาทต่อวัน

อ.ฐิติพล ภักดีวานิช อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้มีความซับซ้อนมากกว่าผลพวงจากยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของรัฐบาลทหาร การส่งออกที่ลดลง ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่หดตัว และสภาพตลาดระดับโลกต่างโหมกระหน่ำรัฐบาลปัจจุบัน

“ไม่ใช่แค่รัฐประหารเท่านั้นที่ทำให้สถานการณ์แย่ลง” เขากล่าว “เราไม่เคยมีแผนที่ดีสำหรับรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเลย รัฐบาลแต่ละรัฐบาล ไม่เคยทำอะไรที่จะส่งเสริมเศรษฐกิจของไทย พวกเขาเอาแต่โทษรัฐบาลชุดก่อนๆ และไม่เคยเรียนรู้จากกันและกัน ตอนนี้เราเห็นแล้วว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความได้เปรียบทางการเมืองเท่านั้น”

ผลจากการขาดการวางแผนทางเศรษฐกิจที่รัดกุมตอนนี้กำลังสะท้อนให้เห็นในภาคธุรกิจที่ไม่เป็นทางการในจังหวัดขอนแก่น คุณนวรัตน์ใช้ชีวิตเรียบง่ายในชุมชนแออัดเลียบทางรถไฟแห่งหนึ่งในเมืองขอนแก่น เธอใช้ชีวิตอย่างมัธยัสถ์ ไม่เปลี่ยนไปมากนักหลังรัฐประหารเกิดขึ้น แต่เธอกลับรู้สึกได้ว่าสถานการณ์ทางการเงินของตนเองกำลังแย่ลง

กว่า 50 ปีที่เธอขายข้าวเหนียวที่ตลาดทุกวันตั้งแต่ตีสามจนถึงเก้าโมงครึ่ง สามารถเก็บออมเงินไว้ได้ประมาณ 2-300,000 บาท แต่เงินที่มี เมื่อเทียบกันคร่าวๆ แล้ว ก็เท่ากับหนี้สินที่ติดตัวเธอ จากการขาดทุน และการกู้ยืมเงินเพื่อเริ่มธุรกิจค้าข้าวใหม่ของเธอและลูกๆ

คุณนวรัตน์ภูมิใจที่สามารถหลุดพ้นจากหนี้สินของครอบครัว ซึ่งครั้งหนึ่งมีมากถึงเกือบหนึ่งล้านบาท แต่เธอก็ยังกลัวว่า เธออาจไม่สามารถเลี้ยงตัวเองและสามีได้เมื่อแก่ชรา แม้จะอายุ 72 ปีแล้ว แต่คุณนวรัตน์วางแผนที่จะทำงานไปเรื่อยๆ จนกว่าจะทำไม่ได้ แต่เธอรู้ว่า สุดท้ายวันนั้นก็กำลังจะมาถึง “ฉันห่วงว่าเงินที่สะสมไว้จะหมดก่อนฉันตาย” เธอกล่าว

เรื่องราวของเธอเป็นเรื่องที่คุ้นหู สำหรับภาคที่มีหนี้สินสูงอย่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่กี่ปีที่ผ่านมา หนี้สินภาคครัวเรือนพุงสูงขึ้นจนอยู่ในระดับ “สูงสุดของภูมิภาค และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่มีรายได้ในระดับกลางค่อนไปทางสูง” ซึ่งเป็นรายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2557

รายได้ครัวเรือนในภาคอีสานต่ำสุดในประเทศไทย ซึ่งทำให้รายได้ที่ลดลงมีผลกระทบอย่างมาก รูปด้านบน: คุณนวรัตน์ ทัพบุญ วัย 72 ปี

รายได้ครัวเรือนในภาคอีสานต่ำสุดในประเทศไทย ซึ่งทำให้รายได้ที่ลดลงมีผลกระทบอย่างมาก รูปด้านบน: คุณนวรัตน์ ทัพบุญ วัย 72 ปี

คุณนวรัตน์เคยมั่นใจว่า เธอสามารถสร้างกำไรจากทุกอย่างที่เธอซื้อเข้ามา ยกตัวอย่างการหาเงินของเธอ เช่น เมื่อซื้อปลา 100 บาท เธอจะย่างและขายในราคา 140 บาท แต่ตอนนี้ เธอต้องคิดหลายรอบก่อนลงทุน และเลือกที่จะซื้อเฉพาะของที่เธอรู้ว่าเธอจะขายดีเป็นหลัก

ปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำสุด ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอยู่ในสภาวะถดถอยมาเป็นเวลาหลายปี แนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2557 โดยกระทรวงการคลังของไทย ได้ลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจลง จากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 2.7

ตอนนี้ผู้ค้าหลายรายในตลาดต้องอาศัยเงินเก็บที่มี ซึ่งเป็นพนักพิงสุดท้ายที่เหลืออยู่ คุณอำไพปิดร้านของเธอไปแล้วหนึ่งร้าน และต้องใช้เงินเก็บที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด เพื่อรักษาร้านรองเท้าของเธอไว้ “ถ้าพอถึงสิ้นปี ยอดของร้านนี้ยังไม่ดีขึ้น คงต้องปิดอีกเหมือนกัน” เธอกล่าว พร้อมเหลือบมองแถวของร้องเท้าผ้าใบ ร้องเท้าแตะ และชั้นที่อยู่บนผนังร้าน “ยังไม่มีแผนเลยว่าจะไปทำอะไร ถ้าต้องปิดร้านนี้”

คนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจกำลังปรับตัวกับรายได้ที่ลดลง ด้วยการตัดรายจ่ายบางส่วน คุณอำไพบอกว่า เธองเลิกซื้อข้าวกินนอกบ้านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และตัดรายจ่ายอื่นๆ ที่ไม่จำเป็น เนื่องจากฐานลูกค้าของร้านค้าย่อยในตลาด อ. จิระ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง ทำให้การใช้จ่ายที่ลดลง มีผลกระทบต่อยอดขายที่ลดลงตามไปด้วย

จากผลการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในเดือนกันยายน ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในไทยลดลงต่ำสุดในรอบ 16 เดือน และเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในเดือนตุลาคม คุณอำไพบอกว่า เธออยากให้ “รัฐบาลทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น” แต่ก็มีความหวังเพียงน้อยนิดว่ามันจะเกิดขึ้น

ในเดือนสิงหาคม พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งเคยเป็นคนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในรัฐบาลทักษิณ ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรองนายกรัฐมนตรี การตัดสินใจของเผด็จการทหารในการแต่งตั้งสมคิด แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ โดยไม่ยอมรับ แต่ก็พึ่งพานโยบายที่ครั้งหนึ่งรัฐบาลทหารเคยกล่าวหาว่าเป็นนโยบายประชานิยม

หลังแต่งตั้งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เข้าในทีมเศรษฐกิจ รัฐบาลทหารอนุมัติงบประมาณ 1.36 แสนล้านบาท สำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึง การรื้อฟื้นโครงการกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งครั้งหนึ่ง เคยเป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในรัฐบาลทักษิณ

แม้ตอนนี้คุณอำไพ ยังคงดำเนินกิจการอยู่ แต่ก็เห็นแววที่ต้องปิดตัวลงในไม่ช้า

แม้ตอนนี้คุณอำไพ ยังคงดำเนินกิจการอยู่ แต่ก็เห็นแววที่ต้องปิดตัวลงในไม่ช้า

เนื่องจากเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยในฐานะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการผลิตยังคงช่วยดึงสถานะของประเทศ ให้เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนสูงไว้ได้ อย่างไรก็ตามด้วยรายได้ที่ลดลง ผู้บริโภคลดการใช้จ่าย และหนี้สินภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น เกราะความมั่นคงที่ประเทศไทยสะสมมานานกำลังเสื่อมถอยลง

ดร.ฐิติพล กล่าวว่า โดยทั่วไป ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาในการเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเชิงอุตสาหกรรมโดยสมบูรณ์ เพราะการลงทุนในประเทศยังต้องพึ่งพาแรงงานราคาถูกแต่ขาดทักษะ ซึ่งแรงงานดังกล่าวในประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบต่างมีราคาถูกลงกว่าอย่างมาก ผลที่เกิดขึ้นคือ ประเทศไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ดร.ฐิติพลยืนยันว่า ไทยต้องให้ “ความสำคัญอย่างจริงจัง” ต่อการปฏิรูปแรงงาน

“เรายังมีความได้เปรียบที่ลาว เวียตนาม และเมียนม่าไม่มี อย่างเช่นโครงสร้างพื้นฐาน” ดร.ฐิติพล อธิบายเพิ่มเติม “เราควรใช้สิ่งเหล่านี้ส่งเสริมภาคเศรษฐกิจและสร้างแรงงานที่จะเติมให้กับตลาดได้”

แม้จะมีปัญหารุมเร้าทางเศรษฐกิจ ชีวิตของพ่อค้าแม่เค้าและผู้ซื้อที่ตลาดยังคงดำเนินไปเช่นเดิม พ่อค้าแม่ค้ายังคงมาตั้งแผงขายตั้งแต่ตีสาม แม้คุณนวรัตน์ยอมรับว่า สถานการณ์จะไม่สู้ดีนัก แต่เธอก็ยังไม่คิดที่จะปิดแผงขายของลง “มันไม่เกี่ยวกับความสุข” เธอบอก “มันเป็นเรื่องการทำมาหากิน”