“ตัวหนังสือของคนสวน”- สัมภาษณ์ : มาโนช พรหมสิงห์ บรรณาธิการ “ชายคาเรื่องสั้น” วารสารสายเลือดอีสาน

ชายคาเรื่องสั้น เกิดจากการรวมตัวนักเขียนอิสระในภาคอีสานเช่น ภูกระดาษ,ภูมิชาย คชมิตร,ฮอยล้อ เพื่อจัดทำหนังสือรวมเรื่องสั้นแบบต่อเนื่องออกตีพิมพ์อย่างน้อยปีล่ะ  1  เล่ม  ซึ่งปัจจุบันได้ขับเคลื่อนกันมาถึง 5 เล่มแล้ว โดยเล่มล่าสุด เพิ่งคลอดออกสู่สายตาสาธารณชน เมื่อประมาณต้นปีที่ผ่านมาโดยใช้ชื่อเล่มว่า “สุสานของความสุข” และปีนี้เป็นวาระพิเศษที่ทางชายคาเรื่องสั้น จะตีพิมพ์หนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มที่ 2 ในรอบปีโดยกำลังอยู่ในขั้นตอนคัดเลือกต้นฉบับเรื่องสั้นที่ส่งเข้ามาจากทั่วประเทศมากกว่า 30 เรื่อง ให้เหลือเพียง 10–12 เรื่อง โดยมีคุณ มาโนช พรหมสิงห์  นักเขียนรุ่นใหญ่ของอีสานมารับหน้าที่เป็นบรรณาธิการ

10-07-2015-2-e1436494806933

เดอะ อีสาน เรคคอร์ด ได้รับโอกาสในการได้เข้าไปสัมภาษณ์ถึงบ้านของคุณมาโนช ณ อำเภอ วารินชำราบ จังหวัด อุบลราชธานี ซึ่งใช้เป็นที่ทั้งพักอาศัยและเป็นที่ผลิตงานเขียนออกมากมาย จาก“น้ำตาและความเจ็บปวด” เรื่องสั้นแรกที่ถูกตีพิมพ์ผ่านนิตยสารชื่อว่า หนุ่มสาว ในปี พ.ศ 2521 และตามมากับงานเขียนและรางวัลอีกมากมายบนเวทีใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นรางวัลช่อการะเกด  ปี พ.ศ  2538 เอ็มบีเค อินดี้บุ๊ค อวอร์ด ปี พ.ศ 2545 ไปจนถึงได้รับคัดเลือกให้รับรางวัล “รพีพร”  โดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยในปี 2551และอีกมากมาย

IR: ความคิดริเริ่มในการทำ “ชายคาเรื่องสั้น” คืออะไร

เริ่มจากกลุ่มนักเขียนอีสานรุ่นใหม่ๆกลุ่มหนึ่ง อยากจะขับเคลื่อนวงการวรรณกรรมภาคอีสาน ในรูปวารสารแบบต่อเนื่อง ที่เรียกว่าเป็น บุ๊กกาซีนที่เป็นหนังสือเล่มที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง เหมือนเล่มอื่นๆที่เคยมีอย่างเช่น ช่อการะเกด เขาก็ชวนผมเข้าไปประชุมกันที่จังหวัดยโสธร แล้วที่ประชุมก็เลือกผมเป็นบรรณาธิการ แรกๆผมเองก็หวั่นๆ อยู่บ้างจากการที่ผมเคยเป็นนักเขียนช่อการะเกด ได้เห็นการทำงาน และ ความสามารถในการเป็นบรรณาธิการของพี่สุชาติ สวัสดิ์ศรี (บรรณาธิการช่อการเกด และ ศิลปินแห่งชาติ)ผมก็ค่อนข้างเกรงอยู่บ้างว่าอาจจะไม่ได้งานที่ดีเท่าที่ควร แต่ก็รับปากกับน้องๆ ไปว่าจะรับเป็นบรรณาธิการให้ เพราะว่ามองเห็นน้องๆที่นั่งล้อมวงกันอยู่ ยังมีต้นทุนในทางวรรณกรรมหรือประสบการณ์การเขียนก็ยังไม่แก่กล้าพอที่จะเป็นที่ยอมรับ ที่จะทำหน้าที่บรรณาธิการได้ ก็มีแต่ตัวเราที่จะดูแก่  ดูอาวุโสด้วยอายุ  และประสบการณ์การทำงานวรรณกรรม ได้รางวัล รพีพรมาด้วยก็น่าจะเป็นกำแพงที่เอาไว้พิงได้ อีกอย่างหนึ่งคิดว่าในขณะที่เป็นบรรณาธิการก็จะพยายามศึกษาและค้นหาให้มากขึ้นแล้วทำให้เต็มที่ คงจะทำให้เราจัดเจนขึ้นเลยรับปากจะทำ พวกเราก็ตกลงกันว่าเป็นการลงขันใครมีเท่าไหร่ก็เอามาแชร์กัน ใครมีมิตรสหายท่านไหนเห็นดีเห็นงามด้วยกับโครงการแบบนี้ก็ขอมาช่วยกัน เราเลยได้เงินก้อนแรกมาได้มาหมื่นกว่าบาท เราก็ขับเคลื่อนด้วยการขอเรื่องไปยังมิตรสหายนักเขียนทั่วประเทศที่ดูมีชื่อมีเสียง ดูมีแนวคิดอุดมคติเหมือนเราตรงกับกลุ่มเรา ขอกันดื้อๆนี้ล่ะ เช่น คุณเดือนวาด พิมวนา บ้าง คุณเรวัตร์  พันธุพิพัฒน์ บ้าง ซึ่งหลายคนก็มีหัวใจน่ากราบมากที่ได้ส่งเรื่องเข้ามา เราก็บอกเขาตรงๆว่าเราขอเฉยๆ เราเสียค่าพิมพ์ให้ได้แต่ค่านักเขียนเราไม่มีปัญญาจ่าย ไม่ได้ดูถูกหรือหมิ่นแคลนมนุษย์พันธุ์เดียวกันหรอก เพียงแค่เรายังไม่มีเงินจ่ายเรามีแต่ใจที่อยากจะทำ ซึ่งมิตรสหายเหล่านั้นก็ยินดีส่งมาให้ เป็นบุญคุณอย่างยิ่ง
เราก็ขับเคลื่อนกันมาถึงเล่มที่4 ซึ่งผมก็อยากพักไม่อยากทำนาน กลัวว่าทุกอย่างจะมาติดที่ผม ผมจะกลายเป็นสถาบัน  ผมก็เลยให้คนอื่นมาทำเล่มที่4 ที่นี้เงินมันจะหมดเล่มที่5 ก็คงออกไม่ได้แต่พวกผมยังมีความฝันอยู่ พอดีอาจารย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คือ อ.เสนาะ เจริญพร และ อ.ธีรพล  อันมัย  ก็เห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำอยู่ว่ามันมีพื้นที่มีพลังของมันอยู่น่าจะสานตรงนี้ต่อ จึงอนุมัติเงินสนับสนุนภายใต้โครงการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  ตั้งแต่เล่มห้าเป็นต้นมา  ผมเองก็กลับมาทำในเล่มที่  5  ภายใต้โครงการของมหาวิทยาลัยอุบล

IR:  ชายคาเรื่องสั้นเล่มล่าสุดคือเล่มที่5  ที่มีชื่อเล่มว่า “สุสานของความสุข”  มีความหมายยังไง

ก็คือ.. รัฐบาลเขามาคืนความสุขกันทุกเย็นนะ จริงๆแล้วความสุขที่เขายื่นมาให้นี้แน่ใจหรอว่ามันจะตรงกับความสุขที่เราต้องการ เราอาจจะฝัน ผมฝัน  คุณฝัน ชาวบ้านฝัน มันไม่เคยได้เจอความสุขจริงๆฝันมันก็ตาย ผมมีความรู้สึกว่าอีสานก็ฝันกันไว้เยอะนะ แต่มันก็ไม่เคยได้รับโอกาสที่จะสัมผัสฝันจริงๆมันก็เลยเป็นศพตายไป เพราะฉะนั้นทั่วทั้งแผ่นดินนี้มันก็เป็นสุสาน มันก็สอดคล้องกับที่เขาคืนจะคืนความสุขให้กับเรา เราก็อยากบอกว่าเฮ้ยเราไม่ต้องการความสุขแบบนั้นนะ

10-07-2015-1-e1436494602501IR: ในฐานะเป็นคนทำงานวรรณกรรม  คิดยังไงกับเสรีภาพในการแสดงออกในยุคของรัฐบาลทหาร

ชายคาเรื่องสั้นได้ก่อตั้งมาแล้วตั้งแต่ช่วงปี53 ซึ่งเป็นช่วงที่ความขัดแย้งและความคิดในสังคมก็เริ่มปรากฏ ที่จริงมันมีมานานแล้วล่ะแต่มันเริ่มปรากฏชัดขึ้นในช่วงปี 53 ส่วนหนึ่งเราก็พยายามทำวรรณกรรมให้มันเป็นปากเป็นเสียงหรือตีแผ่ความจริงให้ปรากฏ เพราะเรามีความรู้สึกว่าคนในองค์กรวรรณกรรม ตัววรรณกรรมเองหรือตัวนักเขียนเอง ค่อนข้างจะนิ่งดูดายกับสภาพทางสังคมเหมือนทำตัวลอยอยู่เหนือปัญหา ผมมีความรู้สึกว่ามาถึงโลกยุคปัจจุบันมันต้องชัดเจน จะไปลอยตัวทำตัวอึมครึมกินตามน้ำไปแบบนี้ไม่ได้ ถ้าพูดถึงเสรีภาพในการเขียนนี้ โดยตัววรรณกรรมเองเรื่องศิลปะในการเขียนเรื่องสั้น,บทกวี อะไรประเภทนี้ผู้มีอำนาจจะไม่ค่อยจับจ้องไม่เหมือนกับประเภทอื่นเช่น บทความหรือ ข่าว อะไรอย่างนั้น ในส่วนของวรรณกรรมมันมีความเป็นศิลปะคนทั่วไปจะคิดว่าเป็นเรื่องแต่ง แต่ที่จริงมันเป็นอาวุธเราสามารถเอาศิลปะมาทำเป็นสัญลักษณ์หรือเอามันไปซ้อนไว้โดยใช้ศิลปะ เหมือนกันที่เขาบอกว่าศิลปะมันจะอยู่ในที่ซ่อนเพื่อรอคนที่มีประสบการณ์การอ่าน หรือประสบการณ์ชีวิตเพื่อมาเจอมัน งานวรรณกรรมดูจึงเป็นพื้นที่ปลอดพ้นจากอำนาจพอควร แต่ก็รู้สึกอึดอัดอยู่กับสภาพสังคมเช่นนี้  ผมกับมีความรู้สึกว่าวรรณกรรมนี้แหละจะสู้กับอำนาจได้ เหมือนกับโรล็อง  บาร์ธ บอกไว้ว่าในยุคสมัยนี้มีเพียงแค่วรรณกรรมเท่านั้นแหละที่จะหาญไปต่อกรกับผู้มีอำนาจอย่างซึ่งหน้าได้ และผมก็เชื่ออย่างนั้น

IR: ในฐานะที่คุณมาโนช  ผ่านวิกฤตทางการเมืองครั้งใหญ่ของประเทศมาทั้งสองครั้งทั้งปี 2516-2519 และช่วง2549  ถึงปัจจุบัน คิดว่าคนทำวรรณกรรมเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

ผมเองในตอนนี้ก็อายุเยอะแล้วผมก็มีความรู้สึกยังสบตากับ จิตร ภูมิศักดิ์ ได้สนิทใจนะ  นายผี(อัศนี  พลจันทร์) หรือ ศรีบูรพาเองก็ยังรู้สึกสนิทใจกับท่าน ผมทั้งสองยุคสมัยนี้มันเชื้อที่ส่งผ่านกันมาอยู่นะ หลักการหลักคิดหรืออุดมคติก็ยังเหมือนกัน  เพียงแต่ว่าวันนี้คนที่ไม่มาร่วมอยู่บนเส้นทางนี้เขาก็แปรพรรคไปอีกแบบหนึ่งแล้ว แต่บางคนเขาก็เตือนผมนะ  “พี่ก็อายุมากแล้วพี่ทำอยู่อย่างนี้มันเหมือนจำกัดสิทธิ์ตัวเองนะพี่พื้นที่แบบนี้มันจะแคบลง” เพราะว่าพื้นที่เป็นเวทีหลักๆก็จะอยู่ซีกโน่นอย่างสมาคมนักเขียน อะไรต่างๆมันอยู่ซีกโน่นหมดดังนั้นพื้นที่บนเวทีการปรากฏตัวโชว์งาน  อะไรแบบนี้จึงอยู่กับเขาหมด ส่วนพื้นที่ฝั่งคนแบบผมจะยิ่งแคบลงผู้มีความรู้สึกว่าเฮ้ย!! เราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อเวทีแบบนี้  ทางเขาเองก็เคยบอก “เหมือนตัดเส้นทางทำมาหากินของตัวเองเลยนะพี่ถ้าเลือกเส้นทางแบบนี้” ผมคิดว่ามันคงไม่ใช่เส้นทางของผมคงไม่เดินเส้นทางแบบนี้ ซึ่งก็จริงอยู่เวลาเสร็จงานขึ้นเวทีไปนั้นไปนี้มันก็ได้ซอเปิดดูโอ้โฮ แบงก์ล่ะพันหลายใบมันก็พอได้อยู่ได้กิน แต่ว่าถ้าจะให้ผมอยู่อย่างนั้น ขออยู่แบบแล้งแค้นอย่างหยิ่งทะนงดีกว่า

อย่างหนึ่งที่สังเกตเห็นเกี่ยวนักเขียนรุ่นเดียวกับผม เขาก็ผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองมาหลายครั้งเข้าป่าก็เข้ามาแล้ว ผมว่าพวกเขายังอ่านศึกษาค้นคว้าไม่มากพอ เดี๋ยวนี้สังคมมันซับซ้อนขึ้นถ้ายังมาอ่านหนังสือมาร์กซิสต์รุ่นเก่าสมัย  พ.ค.ท (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) บางทีมันอธิบายปรากฏการณ์ในปัจจุบันไม่ได้ ถ้าไม่อ่านให้มากขึ้นอย่างพวกงานรูปแบบใหม่ๆเช่นหลังสมัยใหม่(post-modern),โครงสร้าง(structuralism),หลังโครงสร้างนิยม(Post-structuralism) หรือนักเขียนใหม่ๆอย่าง มิแชล ฟูโก, ณาร์ค  แดริดา อะไรพวกนี้ ถ้ามันไม่อ่านผมคิดว่ามันไปไม่ได้  จะมาใช้ชุดวิเคราะห์แบบเดิมไม่ได้จะยังใช้  มาร์กซิสต์แบบ พ.ค.ท ด่าทุนนิยม ด่านักการเมือง มาใช้กับสังคมปัจจุบันที่มันซับซ้อนขึ้นมันไม่ได้

10-07-2015-3-e1436494968583

IR: พูดถึงวรรณกรรมในพื้นที่ต่างๆของโลกจะมีลักษณะพิเศษของแต่ล่ะภูมิภาคของโลกอยู่  เช่นงานทางเอเชียจะมีลักษณะบางอย่าง  ส่วนงานของยุโรปจะมีลักษณะเฉพาะตัวอีกอย่าง  คิดว่างานของอีสานมีลักษณะพิเศษอย่างไร ?และอัตตาลักษณ์พิเศษนั้นมีอะไรที่มันขับเคลื่อนมัน

ผมว่าอีสานมันมีลักษณะเฉพาะไม่ว่าจะเป็นกระบวนการต่อสู้ของคนอีสานที่มันฝังอยู่ในจิตวิญญาณมาตั้งแต่บรรพบุรุษ การขับเคลื่อนเรื่องการต่อสู้จึงมีมาตลอด  เพียงแต่ว่านักเขียนปัจจุบันยังไม่สามารถสถาปนางานของตนได้เท่าขีดขั้นของจิตวิญญาณตรงนั้น เพราะฉะนั้นนักเขียนอีสานจึงต่อทำงานเคี่ยวกรำกับตัวเองให้มากกว่านี้  รวมถึงตัวผมถึงเองด้วย

งานอีสานที่มักจะเป็นต้นแบบที่เรามักจะถึงดึงขึ้นมาพูดบ่อยๆจากคนที่มองเข้าก็มาจะมีอยู่อย่างเช่น “ฟ้าบ่กั้น” ของลาวคำหอม และ “ลูกอีสาน” ของคำพูน บุญทวี อันนี้ก็ถือว่าเป็นงานที่สามารถดึงอัตตาลักษณ์ของอีสานออกมาได้อย่างโดดเด่นในรูปแบบของวรรณกรรมได้ อ.ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์  แห่งสำนักท่าพระจันทร์ได้กล่าวถึงลูกฟ้าบ่กั้นว่า มันมีความเงียบเยอะประหยัดถ้อยคำมันโหวงเหวงมันเหมือนเอาภาพจำลองภูมิทัศน์ของอีสานที่มันที่มันแห้งแล้งมันอดอยาก ฉายออกมาแทนตัวหนังสือหรือเรื่องราวเหล่านั้น ซึ่งผิดกันกับงาน “ลูกอีสาน”มันเป็นงานที่รุ่มรวยไปด้วย ถอยคำขนบธรรมเนียมประเพณีของอยู่ของกินการหาอยู่หากิน มันมีข้อสังเกตหนึ่ง อ.นพพร ประชากุล ซึ่งท่านเป็นเจ้าสำนักของหลังโครงสร้างนิยมที่ธรรมศาสตร์  ท่านบอกว่างาน ลูกอิสานเทียบได้กับงานประเภท โรล็อง บาร์ธ เคยบอกไว้ว่าเป็นงานแบบศูนย์องศาแห่งประพันธะกรรม  คือเป็นงานที่ผู้เขียนไม่โน้มน้าวให้ผู้อ่านไปสู่จุดใดจุดหนึ่ง อดุมคติอย่างใดอย่างหนึ่ง  หรือแนวคิดทางการเมืองใดการเมืองหนึ่งเลย  มันเหมือนเป็นการเปลือยตัวเองอย่างล่อนจ้อนอย่างไร้เดียงสาแบบเด็กๆ ให้เห็นแง่มุมทุกอย่าง   สองชิ้นงานก็อาจจะนับได้ว่าเป็นอัตตาลักษณ์ ของคนอีสานของรูปร่างของวรรณกรรม ในยุคสมัยนี้ ซึ่งคนรุ่นผมที่เป็นรุ่นถัดมาก็ยังต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อจะไปถึงตรงนั้น

IR:คุณมาโนช มีความหวังแค่ไหนกับนักเขียนคนรุ่นใหม่ในอีสาน

ผมมีความหวังนะกับคนรุ่นใหม่ อย่างผมเห็นคุณมาหาผมก็ว่าเข้าท่าดี หลายๆคนก็เป็นคนที่แวะเวียนมาหาผมส่วนใหญ่ก็เป็นคนรุ่นใหม่ก็เห็นพวกเขายังมีแนวคิดที่ยังยึดมั่นอยู่ในอุดมคติ ผมว่าคนรุ่นใหม่เก่งนะที่ยังเดินตามอุดมคติของพวกเขาได้ คนรุ่นผมสู้รุ่นพวกคุณไม่ได้หรอกเงื่อนไขสังคมสมัยผมไมได้ซับซ้อนเหมือนสมัยนี้ ถ้าพวกคุณขับเคลื่อนสังคม ขับเคลื่อนตัวเองยืนตั้งมั่นให้สังคมผ่านยุคสมัยนี้ไปได้พวกคุณจะเก่งมากนะ ผมก็จะอายุหกสิบแล้วใกล้เป็นผู้ชราโดยสมบูรณ์แล้ว มีโอกาสทำชายคาเรื่องสั้นก็อยากจะเป็นกำลังใจหรือสร้างคนทำงานในฟากวรรณกรรม ที่จริงผมไม่ได้สร้างเขาหรอกที่จริงเขาสร้างตัวของเขาเอง ผมเองเท่าที่มีแรงอยู่ก็ทำหนังสือเพื่อเป็นพื้นที่ให้รุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นมาจะมีนักคิดนักเขียนมากขึ้นในสังคมในวันข้างหน้าในวันที่ผมไม่อยู่แล้ว จะได้มีคนสานต่อกันสืบไป

IR:คำถามสุดท้ายอาจจะเป็นคำถามที่ยากที่สุดของวันนี้ก็ได้ อยากให้คุณมาโนชตั้งชื่อบทสัมภาษณ์หรือบทสนทนานี้ให้เราครับ จะเป็นเกียรติ์กับ อีสานเรคคอร์ด มากเลยครับ

“ตัวหนังสือของคนสวน” แล้วกันครับ หลังจากลาออกจากการรับราชการครูซึ่งตอนนั้นรับราชการมาแล้วประมาณ10ปี ผมก็ออกมาปลูกดอกไม้ ส่วนใหญ่ไปไหนผมก็จะบอกคนอื่นว่าผมเป็นคนสวน ผมทำอาชีพชาวสวน แต่ถ้ากรอกอาชีพในแบบฟอร์มผมมักจะกรอกว่า“นักเขียน”

image_pdf