ภัยแล้ง “งดปลูกข้าว” ชาวนาสุดช้ำ หนี้สินเพิ่มขึ้น

ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีอัตราหนี้สินค่อนข้างสูง หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศห้ามไม่ให้ปลูกข้าวนาปรังในฤดูแล้งนี้ ทำให้ชาวนาขาดรายได้จากการปลูกข้าวนอกฤดู เกษตรกรที่ปลูกข้าวเป็นอาชีพหลักต่างดิ้นรนหารายได้เพื่อให้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย กระนั้นก็ตาม สถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นอาจเป็นผลดีต่อยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล

หนึ่งในชาวนาที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว ได้แก่ นางสุมัตรา โสดาทุม ผู้ซึ่งนั่งหลบแดดอยู่ใต้ร่มต้นลำไยหน้าบ้านของเธอในจังหวัดขอนแก่น โดยปกติแล้วในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี นางสุมัตรามักจะนำข้าวที่เป็นผลผลิตจากการทำนาปรังออกไปจำหน่าย แต่ปีนี้ รัฐบาลประกาศห้ามให้ชาวนาใช้น้ำในระบบชลประทานเพื่อปลูกข้าว จึงทำให้ชาวนาหลายคนในพื้นที่แห้งแล้งอย่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่สามารถทำนานอกฤดูอันเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของครอบครัวได้อีก

เมื่อปลายปีที่แล้ว เสียงตามสายในหมู่บ้านประกาศว่ารัฐบาลจะงดจ่ายน้ำให้กับเกษตรกรในพื้นที่บ้านหนองค้า ในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ หลังจากที่ระดับน้ำที่กักเก็บลดลงต่ำสุดในรอบ 15 ปี กรมชลประทานประกาศเตือนว่า ประเทศไทยจะเผชิญกับปัญหาภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

หลังการเก็บเกี่ยวข้าวตามฤดู ชาวนาในประเทศไทยที่สามารถเข้าถึงระบบชลประทานมักปลูกข้าวนอ ฤดู(นาปรัง)  เช่นเดียวกับชาวนาคนอื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นางสุมัตราจำเป็นต้องหารายได้จากกาปลูกข้าวนาปรังเพื่อนำเงินมาจ่ายหนี้ต่างๆ

ครอบครัวของเธอเป็นหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) อยู่ประมาณ 800,000 บาท ส่วนตัวของสุมาตราเองนั้น เธอมีหนี้สินซึ่งกู้ยืมมาเพื่อศึกษาในระดับปริญญาตรี อยู่ถึง 280,000 บาท

“ปีหน้าคงจะยิ่งแย่กว่านี้ เพราะถึงกำหนดต้องจ่ายค่ารถไถที่ค้างให้หมด” นางสุมัตราบอก

หนี้สินจำนวนมากของครอบครัวของสุมาตรานั้นมาจากความล้มเหลวหลังการลงทุนทำฟาร์มไก่ในระบบพันธสัญญา  แต่การตกอยู่ในสภาวะดังกล่าวไม่ได้มีแค่ครอบครัวของเธอเท่านั้น นางบัวเงิน ปลามศิลป์ ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองค้าระบุว่า ชาวบ้านเกือบทั้งหมดจาก 165 หลังคาเรือน เป็นหนี้ ธกส. หรือ โครงการกองทุนหมู่บ้าน

"ทุกอย่างคงจะดีกว่านี้ ถ้ารัฐบาลรับประกันราคาข้าวให้พวกเรา แทนที่จะพูดถึงเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ แต่รัฐบาลควรทำให้เราสามารถขายข้าวให้ได้ในราคาที่ดีจะดีกว่า” นางสุมัตรา โสดาทุม อายุ 31 ปี กล่าว

“ทุกอย่างคงจะดีกว่านี้ ถ้ารัฐบาลรับประกันราคาข้าวให้พวกเรา แทนที่จะพูดถึงเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ แต่รัฐบาลควรทำให้เราสามารถขายข้าวให้ได้ในราคาที่ดีจะดีกว่า” นางสุมัตรา โสดาทุม อายุ 31 ปี กล่าว

สำหรับชาวนาอย่าง นายทองหลาม ทองน้อย ผู้ซึ่งต้องดูแลสมาชิกในครอบครัวอีกถึง 4 คน กล่าวว่า ความหวังของปีนี้ช่างมืดมนยิ่งนัก

“ผมไม่มีเงินพอที่จะจ่ายหนี้ เพราะขาดรายได้จากการทำนาปรัง” เขากล่าว “เสียหายครับ สำหรับเรื่องเงินแล้ว ปีนี้หมดหวังจริงๆ”

ตามข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2556 ระบุว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือตกเป็นภาคที่มีหนี้สินต่อรายได้สูงสุดในประเทศ ซึ่งอยู่ที่จำนวนร้อยละ 65  ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงจำนวนร้อยละของรายได้ประจำเดือนของครัวเรือนที่ถูกนำไปชำระหนี้ หากเปรียบเทียบกับสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ของครัวเรือนในภาคใต้ในปีเดียวกัน พบว่ามีเพียงร้อยละ 42 เท่านั้นที่ถูกนำไปชำระหนี้

นางคำพอง ว่องไว ชาวนาและช่างเย็บผ้า อายุ 50 ปี จากจังหวัดยโสธร บอกว่า เธอมีหนี้ทั้ง ธกส. และกองทุนหมู่บ้าน โดยเงินที่กู้มานั้นถูกนำมาใช้เพื่อเป็นทุนในการปลูกข้าว ใช้สอยประจำวัน และจ่ายค่าเล่าเรียนให้กับลูกๆ

นางคำพองกู้เงินระยะสั้นกับ ธกส. เป็นหลัก ซึ่งสามารถกู้ยืมได้ก่อนก่อนฤดูทำนาและต้องจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ยหลังฤดูเก็บเกี่ยว เธอพบว่าตัวเองได้ติดกับดักวงจรหนี้จากการกู้ยืม คำปองกู้เงินก้อนใหม่จำนวนเท่าเดิมทุกๆ ปี และสามารถจ่ายคืนได้แค่ดอกเบี้ยของเงินต้นเท่านั้น

“กำไรที่ได้จากขายข้าว ก็จ่ายหนี้ธนาคารหมด แต่เงินต้นก็ไม่เคยลดลง” นางคำพอง กล่าว

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จำนวนหนี้สินครัวเรือนในประเทศไทยได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยข้อมูลแสดงให้เห็นว่า จำนวนหนี้สินครัวเรือนนั้นได้เพิ่มจากร้อยละ 61 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ในปี 2552 มากขึ้นเป็นร้อยละ 85 ในช่วงปลายปี 2557 ทำให้หนี้สินครัวเรือนของไทยนั้นมีมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สืบเนื่องตามมติ ครม.  ธกส. ได้ประกาศโครงการผ่อนผันชำระหนี้ให้กับเกษตรกร จำนวน 818,000 ราย รวมทั้งเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งรัฐบาลห้ามปลูกข้าวนอกฤดู

ดร. ฐิติพล ภักดีวานิช อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งได้ทำวิจัยเกี่ยวกับนโยบายข้าวประเทศไทย ให้ความเห็นว่า โครงการผ่อนผันการชำระหนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด

“ปีนี้ราคาข้าวไม่ดี ปุ๋ยเคมีก็ยังแพงเหมือนเดิม” นางคำพอง ว่องไว ชาวนาและช่างเย็บผ้า วัย 50 ปี จากจังหวัดยโสธรกล่าว

“ปีนี้ราคาข้าวไม่ดี ปุ๋ยเคมีก็ยังแพงเหมือนเดิม” นางคำพอง ว่องไว ชาวนาและช่างเย็บผ้า วัย 50 ปี จากจังหวัดยโสธรกล่าว

“แต่ก่อน ก็มีโครงการพักชำระหนี้อยู่แล้ว แต่ผมคิดว่า เราควรจะหาวิธีที่ยั่งยืนเพื่อช่วยลดภาระหนี้สินของเกษตรกร โดยสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถสร้างรายได้ให้มากขึ้น แทนการผ่อนผันหนี้แบบนี้” ดร. ฐิติพล กล่าวให้เหตุผล

บางคนบอกว่าการเพิ่มของหนี้สินชาวนา ส่วนหนึ่งเกิดจากผลกระทบของโครงการที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักของรัฐบาลที่แล้วอย่างโครงการจำนำข้าว ซึ่งรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาที่สูงกว่าราคาตามท้องตลาดถึงสองเท่า

“ภายใต้นโยบายจำนำข้าว ชาวนาหลายคนลงทุนทำทุกอย่างเพื่อเพิ่มผลผลิต” นางกุลภัสสรณ์ จึงรุ่งเรืองภัส พนักงานโรงสีข้าวแห่งหนึ่งในจังหวัดยโสธรให้ข้อสังเกต “ตอนนี้ราคาข้าวตก แต่พฤติกรรมชาวนายังไม่เปลี่ยน พวกเขายังลงทุนมากเหมือนเดิม หนี้ก็เพิ่มตาม”

นโยบายข้าวของรัฐบาลที่แล้วได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางจากชาวนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งช่วยกระตุ้นรายได้ในชนบท และทำให้หลายคนสามารถปลดหนี้ของตนเองได้ อย่างน้อยก็ช่วยได้ในช่วงระยะหนึ่ง

“ชีวิตดีขึ้นมาก” นายไป่ แก้วบุญเรือง ชาวนาจังหวัดขอนแก่น ย้อนความทรงจำในช่วงดังกล่าว “ผมไม่ได้ซื้ออะไรมากเท่าไหร่ แค่เอาเงินให้ลูกๆ ใช้ แล้วก็ปลดหนี้ ธกส.  ไม่มีภาระอะไรแล้ว รู้สึกโล่ง สบายใจ”

รัฐบาลทหารที่เข้าสู่อำนาจผ่านการรัฐประหารเมื่อปีกลาย กล่าวหาว่าโครงการจำนำข้าวเป็น “นโยบายประชานิยม” และยังได้ถอดถอนนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ย้อนหลัง ข้อหามีส่วนร่วมในนโยบายดังกล่าว

เพื่อทดแทนนโยบายจำนำข้าว รัฐบาลปัจจุบันกลับเลือกแจกจ่ายเงินให้กับชาวนารายย่อยในจำนวน 1,000 บาทต่อไร่ นโยบายดังกล่าวรัฐบาลถือว่า “ไม่ใช่ประชานิยม” แต่นโยบายดังกล่าวทำให้ชาวนาเสี่ยงต่อความผันแปรของตลาดมากยิ่งขึ้น

“ผมซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวมาเรียบร้อยแล้ว แต่รัฐบาลก็ประกาศว่า มีน้ำไม่พอ ผมเลยต้องขายเมล็ดทิ้งไป ผมซื้อมากิโลละ 15 บาท แต่ขายไปได้แค่โลละ 7 บาท ขาดทุนยับเลย” นายพารัต สะพรมมา ชาวนาอำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น กล่าว

“ผมซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวมาเรียบร้อยแล้ว แต่รัฐบาลก็ประกาศว่า มีน้ำไม่พอ ผมเลยต้องขายเมล็ดทิ้งไป ผมซื้อมากิโลละ 15 บาท แต่ขายไปได้แค่โลละ 7 บาท ขาดทุนยับเลย” นายพารัต สะพรมมา ชาวนาอำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น กล่าว

ราคาข้าวไทยในตลาดโลกตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว และเนื่องมาจากปริมาณข้าวในตลาดโลกมีมากจนล้นตลาด ราคาข้าวจึงไม่น่าจะมีการปรับขึ้นในเร็ววันนี้

คำพองปลูกข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียวในที่ดินจำนวน 12 ไร่ เธอเล่าว่า “รัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ช่วยเหลือเกษตรกร รัฐบาลไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะราคาของข้าวยังต่ำเหมือนเดิม”

ภายใต้นโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดก่อน คำปองมีรายได้จากการขายข้าวประมาณ 70,000 – 80,000 บาท แต่หลังรัฐประหารเป็นต้นมา รายได้ประจำปีของเธอลดลงเหลือเพียง 40,000 บาท

ในขณะที่เกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาหนี้สิน ราคาข้าวที่ตกต่ำ รัฐไม่ให้ความช่วยเหลือ และการห้ามไม่ให้ปลูกข้าวในช่วงฤดูแล้ง ภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นในประเทศอาจมีส่วนช่วยเสริมยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล

ผลที่เกิดขึ้นจากนโยบายจำนำข้าวทำให้ประเทศไทยมีข้าวกักตุนไว้ถึง 17.8 ล้านตัน และเนื่องจากจำนวนการผลิตที่ลดลงในฤดูแล้งนี้ รัฐบาลทหารจึงสามารถลดปริมาณข้าวที่กักตุนไว้ เพื่อลดต้นทุนด้านการเก็บรักษาข้าว และการซื้อข้าวเพิ่มจากชาวนาจึงเป็นสิ่งสุดท้ายที่รัฐบาลต้องการกระทำ

ตามข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปริมาณข้าวนาปรังที่ผลิตคาดว่าจะลดลงถึงร้อยละ 43 ซึ่งเป็นจำนวนระดับต่ำสุดในรอบ 15 ปี

สถานีสูบน้ำของรัฐบาล บ้านหนองผือ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น

สถานีสูบน้ำของรัฐบาล บ้านหนองผือ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น

นายประสิทธิ์ ทางวน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านหนองค้า แสดงความสงสัยถึงสาเหตุที่รัฐบาลไม่อนุญาตให้ชาวนาใช้น้ำจากระบบชลประทาน “น้ำก็มีอยู่ในนั้น คนที่ทำงานในเขื่อนก็บอกเราว่ามีน้ำพอให้ทำนาปรังได้”

เมื่อไม่มีรายได้จากการทำนาปรัง ครอบครัวเกษตรกรหลายครอบครัวจึงต้องพึ่งพาอาศัยเงินจากบุตรหลานซึ่งออกไปทำงานอยู่ต่างจังหวัด ชาวนาหลายคนต้องไปทำงานเป็นแรงงานตัดอ้อย หรือตามโรงงานต่างๆ ใกล้เคียงหมู่บ้าน

นายพารัตกล่าวว่า รัฐบาลแนะนำให้ชาวนาเปลี่ยนอาชีพไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ใช้น้ำน้อยกว่า “บอกให้เราปลูกพริก หรือไม่ก็ปลูกข้าวโพดแทน แล้วปลูกพืชพวกนี้มันจะทดแทนรายได้ที่เสียไปได้ยังไง”

“แล้วถ้าทุกคนปลูกข้าวโพดกันหมด เดี๋ยวราคาก็คงจะตกต่ำเหมือนเดิม”

image_pdf