ชาวเสื้อแดงอุบลฯ 4 คนที่ถูกคุมขังอยู่ในคุกอย่างไร้กำลัง ยังคงเขียนจดหมายเพื่อสู้ต่อไป

อุบลรราชธานี- เมื่อสองปีที่ผ่านมา สมาชิกเสื้อแดงยังคงถูกคุมขังด้วยข้อกล่าวหาโทษฐานลอบวางเพลิงศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีเนื่องจากเหตุการณ์ช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคมซึ่งมีการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลทำให้กองกำลังทหารต้องปราบปรามอย่างรุนแรง ณ ตอนนี้ ถึงแม้ว่าผู้ต้องหานั้นถูกขังอยู่ในพื้นที่เล็กๆของตารางคุกแต่ก็เหมือนคุกที่ปราศจากการล๊อกกุญแจประตู เพราะผู้ต้องหายังคงเขียนจดหมายเรื่อยๆ
เพื่อต่อสู้ให้กับอิสรภาพและประชาธิปไตยในเมืองไทยของพวกเขา
13124783581312478399l
ผู้ต้องขังจำนวนหนึ่งเขียนจดหมายถึงมูลนิธิครอบครัวเสื้อแดงซึ่งเป็นมูลนิธิที่อาจารย์และ ผู้มีความรู้ในจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพฯ ก่อตั้งขึ้นในปี 2554 เพื่อบรรเทาและช่วยเหลือเกี่ยวกับปัญหาด้านการเงินของครอบคนครัวผู้ถูกกล่าวหาและถูกคุมขังในความผิดฐานลอบวางเพลิงศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี สมาชิกกลุ่มมูลนิธิใช้  เฟสบุ๊ค(Facebook) ซึ่งเป็นสื่อข้อมูลสู่สังคม(Social media)ให้เกิดประโยชน์  โดยโพสต์จดหมายของผู้ต้องหาเสื้อแดง 4 คนลงในเฟสบุ๊ค(Facebook)  เพื่อเผยแพร่เรื่องราวของพวกเขาให้สาธารณชนได้รับรู้และเพื่อรวบรวมแรงสนับสนุนให้พวกเขาได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ  มูลนิธิครอบครัวเสื้อแดงถือว่านักโทษ 4 คนนี้เป็นนักโทษทางการเมือง  เพื่อยืนยันว่าพวกเขาถูกกักขังเพราะความเชื่อและกิจกรรมทางการเมืองของพวกเขาจดหมายของพวกเขาไดสะท้อนถึงแนวคิดและความรู้สึกที่พวกเขาไม่เพียงดิ้นรนต่อสู้เพื่อได้รับการปล่อยตัวเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงความต้องการเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบที่ไม่เป็นธรรม

นายสมศักดิ์ ประสานทรัพย์ เขียนไว้ในจดหมายโดยกล่าวถึงประชาชนที่มีรายได้น้อยว่า“ผมเห็นประชาชนคนรากหญ้าเหมือนผมนั้นเป็นเช่นไร
เราไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างยุตธรรมหรือเป็นไปตามประชาธิปไตย”ผมเองยังไม่รู้เลยว่าจะมีโอกาสเห็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงในวันข้างหน้าหรือเปล่า ผมไม่รู้เลยคนรากหญ้าอย่างพวกเราอาจต้องประสบกับความทุกข์ทรมานไปอีกนาน พวกเรากี่คนบ้างที่จะต้องตาย”

ถึงแม้ว่าในตอนแรกที่ถูกจับกุมในฐานะนักโทษ พวกเขาจะอ้างถึงความบริสุทธิ์ก็ตามแต่หลังจากที่อยู่ในคุกมาเป็นเวลา 2 ปี ขณะนี้พวกเขาร้องขอการนิรโทษกรรม ดร.เสาวนีย์ อเล็กแซนเดอร์อาจารย์จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธาณีผู้ให้การช่วยเหลือในการริเริ่มมูลนิธิครอบครัวเสื้อแดงกล่าวว่าการขอนิรโทษกรรมเป็นสิ่งที่ผู้ถูกกุมขังจำใจเลือกเพื่ออิสรภาพเพราะพวกเขาเชื่อว่านั่นคือการยอมรับว่าพวกเขาได้กระทำผิด

นักโทษเริ่มเขียนจดหมายในเดือนกันยายนปีนี้หลังจากที่คณะกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปร องดองได้เผยแพร่รายงานเหตุการณ์การชุมนุมออกสู่สาธารณชนได้ไม่นานนัก

จากการรายงานดังกล่าวซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการกล่าวถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มขัดแย้งทั้งสองฝ่ายได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทุกฝ่ายว่ามีความคลุมเครือไม่ชัดเจนอย่างมากเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคมปี 2553 สมาชิกพรรคเพื่อไทยรวมถึง ดร.เสาวนีย์ อเล็กแซนเดอร์กล่าวว่ารายงานดังกล่าวใช้ภาษากำกวมไม่ชัดเจนซึ่งไม่ช่วยห้คดีความผิดฐานลอบวางเพลิงนั้นกระจ่างขึ้นได้เลย
แต่กลับเป็นการปล่อยให้นักโทษเสื้อแดงทั้ง 4 คนถูกจำคุกต่อไปโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน

จากบทวิเคราะห์วิจารณ์รายงาน TRCT ของ ดร.เสาวนีย์ อเล็กแซนเดอร์ เขียนว่า“รายงานฉบับนี้ไม่ได้แสดงถึงเจตจำนงในการค้นหาความจริงแต่มุ่งเน้นไปที่การสร้าง “ความปรองดอง”แม้ว่าจะยังไม่แน่ชัดว่าฝ่ายใดจะยอมปฏิบัติตามรายงานดังกล่าวนี้”ดังเช่น นักโทษ 4 คนถูกกักขังอยู่ที่คุกหลักสี่ ซึ่งเป็นคุกพิเศษสำหรับขังนักโทษทางการเมืองที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯพวกเขาดำเนินการให้ข้อมูลที่พวกเขาเชื่อว่าขาดหายไปจากรายงาน TRCT ด้วยตนเอง ซึ่งได้แก่มุมมองของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์การชุมนุม นอกเหนือจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เนื้อความในจดหมายมีทั้งความรู้สึกหวังและสิ้นหวังแต่ถึงอย่างไรก็ยังสื่อการยืนหยัดที่จะสู้เพื่ออิสรภาพของเหล่านักโทษทั้งสี่คน และนักโทษคนอื่นๆเชื่อว่าได้ตกเป็นเหยื่อให้ถูกกักขังจากระบบอยุติธรรม

“ผมคิดถึงบ้านมากครับ” นายธีรวัติ สัตย์สุวรรณ เขียนในจดหมาย “แต่ในการสู้นั้นมักต้องมีใครคนใดคนหนึ่งเสียสละผมไม่เศร้าครับอาจารย์เพราะผมคิดว่าผมสู้เพื่อพี่น้องและผมสู้เพื่อความยุติธรรมเพื่อคนไทยผมไม่ต้องการให้ใครมาเหยียบหัวคนจนหรอกครับ ดังนั้นผมสู้เพื่อประชาธิปไตยที่คนจนสมควรได้รับ”

อย่างไรก็ตาม สำหรับ นายสนอง เกตุสุวรรณแล้วเสียงสะท้อนจากจดหมายของเขาเป็นเสียงแห่งความสิ้นหวังจากส่วนลึกของความรู้สึ
กที่ต้องสูญเสียอิสรภาพไป 34ปี ของชีวิตเขา นายสนองเขียนเล่าว่า“สำหรับตัวผมเองและเพื่อนๆของผมในคุกนี้เราต่างมีชีวิตที่เหมือนกันครับ
เพราะพวกเราติดอยู่ในความมืดที่ไม่มีใครสามารถช่วยพวกเราได้ ซึ่งพวกเราไม่อาจเห็นหนทางสู่แสงสว่างได้เลยผมไม่รู้ครับว่าเมื่อไหร่ที่ผมจะได้พบกับอิสรภาพ ผมรู้สึกเหมือนตายแล้วทั้งๆที่ยังหายใจอยู่”

แม้ความขัดแย้งเมื่อเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ในปี 2553 ยังคงเป็นประเด็นโต้แย้งอย่างมาก แต่จดหมายก็แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของระบบยุติธรรมซึ่งจะเห็นได้จากข้อกล่าวหาเรื่องการฆาตรกรรมที่มีต่ออดีตนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการปราบปรามของกองกำลังทหาร ในขณะที่อภิสิทธิ์เดินทางไปมาอย่างอิสระในทางตรงกันข้ามนักโทษ 4 คนต้องถูกขังอยู่ในคุกโดยที่หลักฐานนั้นไม่มีน้ำหนักพอจะพิสูจน์ความผิดได้

ด้วยความช่วยเหลือของมูลนิธิครอบครัวเสื้อแดงนักโทษยังคงตั้งความหวังเพื่อรออิสรภาพและพวกเขายังคงเขียนจดหมายต่อไปเพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้รับการปล่อยตัว นายสมศักดิ์ ประสานทรัพย์ เขียนไว้ว่า “ผมจะสู้ต่อไปจนกว่าจะสิ้นลมหายใจสุดท้ายของผม”