Skip to content

ชีวิตที่แทบหยุดชะงัก ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับครอบครัวผู้ต้องหาคดีขอนแก่นโมเดล

2014 December 20
by The Isaan Record

7 เดือนที่แล้ว ผู้ต้องหา 26 คนถูกจับกุมและถูกฟ้องร้องคดีก่อการร้ายและก่อกบฏ ซึ่งเป็นข้อหาที่อาจนำไปสู่การตัดสินโทษประหารชีวิต คดีดังกล่าว ซึ่งเรียกกันว่า“ขอนแก่นโมเดล”เป็นคดีที่ตกเป็นเป้าสายตาของสาธารณะชนเนื่องจากเป็นการพิจารณาคดีของศาลทหารนับตั้งแต่การยึดอำนาจในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เคท โควี่แฮสเคล และ เพลีย ชาง ได้ติดตามคดีในจังหวัดขอนแก่น เพื่อศึกษากระบวนการตัดสินคดีของศาลทหารและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับครอบครัวผู้ต้องหา (เนื่องจากความหวาดกลัวว่าจะมีผลกระทบกับสมาชิกครอบครัวผู้ต้องหา ทางผู้ให้สัมภาษณ์จึงไม่ต้องการให้ใช้ชื่อจริงหรือภาพถ่ายใดๆ)

เวลาล่วงเลยมาจนคล้อยบ่ายแล้ว แต่ “นก” (นามสมมติ) ยังคงอยู่ในชุดนอน เธอยืนอยู่หน้าตู้เย็นที่เปิดทิ้งไว้ จ้องมองอาหารที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด นกตกงานมาหลายเดือนแล้วและเสบียงอาหารที่กักตุนไว้ก็เริ่มร่อยหรอ นกหยิบไข่ออกมาสองฟองและเดินเข้าไปในครัวที่รกรุงรัง “ฉันออกไปไหนไม่ได้ รายได้ก็เลยไม่มี” นกพูดขณะตอกไข่ใส่ในกระทะ “ทหารตามตลอด ไม่ว่าจะออกจากบ้านไปไหน”
เมื่อเดือนที่แล้ว นก ในวัย 40 ปี ได้รับการปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำกลางขอนแก่น เนื่องจากปัญหาทางสุขภาพ นกถูกจำคุกเป็นเวลา 5 เดือน พร้อมกับผู้ต้องหาอีก 25 คนข้อหาวางแผนก่อการร้าย “ขอนแก่นโมเดล” ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นแผนการของกลุ่มเสื้อแดงที่จะโค่นล้มรัฐบาลทหารซึ่งเข้ามายึดอำนาจในวันที่ 22 พฤษภาคม ผู้ต้องหาถูกจับกุมภายหลังการทำรัฐประหารเพียงหนึ่งวันและถูกคุมขังตั้วแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2557

แม้ว่านกจะถูกปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำแล้ว แต่เธอก็ยังไม่สามารถกลับไปทำหน้าที่กำลังสำคัญในการหาเลี้ยงสามาชิกครอบครัวทั้ง 7 คน แต่นกกลับใช้เวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาคุมขังตนเองอยู่ในบ้านเพราะไม่ต้องการให้ทหารสามารถมีข้ออ้างในการตั้งข้อกล่าวหาว่าเธอกำลังรวบรวมคนหรือกำลังเข้าการประชุม เธอจึงตัดขาดการติดต่อใดๆจากเพื่อนฝูงและไม่เดินเตร็ดเตร่ออกจากบ้านเกินสองสามร้อยเมตร นกกลัวแม้กระทั้งจะออกไปหางานทำ เธอกลัวว่าการติดต่อสัมพันธ์กับคนนอกเหนือไปจากคนในครอบครัวเดียวกันจะทำให้เธอถูกจับอีก สถานภาพทางการเงินของครอบครัวนกเลวร้ายลงตั้งแต่เธอถูกจับกุม และดูเหมือนว่าจะยิ่งเลวร้ายลงต่อไปอีกถึงแม้ว่าเธอจะได้รับการปล่อยตัวออกจากคุกมาแล้วก็ตาม

“ครอบครัวลำบากมากตอนนี้” พ่อของนกกล่าว ผู้ซึ่งนับวันก็แทบจะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เพราะโรคกล้ามเนื้อลีบฝ่อกำลังกัดกินร่างกายของเขา ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ชายผู้นี้ได้แต่นั่งเหม่อมองออกมาจากห้องนอน สถานที่ซึ่งได้กลายเป็นโลกทั้งใบของเขา “สุขภาพร่างกายแย่ลงทุกวัน หาเลี้ยงครอบครัวก็ไม่ได้ ตอนนี้ก็มีปัญหาเรื่องเงินเยอะ ค่าใช้จ่ายของเด็กๆสามคน ค่าไปโรงเรียน รวมทั้งค่ากินอยู่ต่าง”

นกไม่รู้ว่าตนเองนั้นจะหางานทำได้เมื่อไหร่ ด้วยตระหนักรู้ว่าทหารสามารถตีความได้ต่างๆนานาๆจากอะไรก็ตามแต่ที่เธอทำ เพื่อเป็นเหตุผลในการส่งตัวเธอกลับเข้าไปในเรือนจำอีก ตอนนี้นกก็แทบไม่ต่างไปจากคนเป็นอัมพาต

“เราไม่มีรายได้ ต้องคิดก่อนทุกอย่างไม่ว่าจะทำอะไร ตอนนี้ไม่ว่าจะตัดสินใจทำอะไรมันกระทบครอบครัวได้ ไม่อยากทำให้สถานการณ์แย่ไปกว่านี้”

* * *

นับตั้งแต่การจับกุมในเดือนพฤษภาคม รัฐบาลเผด็จการทหารก็ได้จับตาเฝ้าดูเลห่าผู้ต้องหาคดีขอนแก่นโมเดลและครอบครัวของพวกเขา ผู้ต้องหาทั้ง 26 คนถูกดำเนินคดี 9 ข้อหา ได้แก่ ร่วมกันสะสมอาวุธและวางแผนการก่อการร้าย

คำสั่ง คสช. ที่ 37 ระบุว่าการกระทำใดๆที่ส่งผลต่อ “ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร” จักอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร ซึ่งประกาศใช้หลังจากมีการจับกุมผู้ต้องหาคดีขอนแก่นโมเดล ทนายความคนหนึ่งผู้ซึ่งคุ้นเคยกับคดีดังกล่าวเรียกการตระเตรียมการเช่นนี้ว่า “ผิดแปลก” และ “ไม่ได้เป็นไปตามหลักการที่ควร” กระนั้นก็ตาม คดีขอนแก่นโมเดล ก็ถูกดำเนินการในศาลทหาร

November 26th—Shackled, the defendants enter the court at the Sri Patcharin military base for the case's third hearing as their families look on.

26 พฤศจิกายน 2557— ผู้ต้องหาเดินทางมาศาลทหารที่ค่ายศรีพัชรินทร์ ขอนแก่น

องค์กรทางด้านสิทธิมนุษยชนหลายองค์กรได้ออกมาต่อต้านการพิจารณาคดีพลเรือนในศาลทหารว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน การพิจารณาคดีของศาลทหารนั้นไม่มีกระบวนการอุทธรณ์ฎีกา ผู้ต้องหาคดีขอนแก่นโมเดลไม่ได้รับอนุญาตให้ประกัน ยกเว้นผู้ที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นไปได้ว่าผู้ต้องหาทั้ง 26 คนอาจถูกถูกตัดสินประหารชีวิต

ทนายฝ่ายจำเลยพยายามขอย้ายการพิจารณาคดีไปที่ศาลพลเรือนเนื่องจากการพิจารณาคดีโดยศาลทหารนั้นเป็นการละเมิดต่อรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี พ.ศ. 2557 ซึ่งระบุอย่างคลุมเคลือว่ารัฐบาลจำเป็นที่จะต้องปกป้องสิทธิมนุษยชน

นายไวล์เดอร์ เทย์เลอร์ เลขาธิการของทางคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล กล่าวว่า “ภายใต้มาตรฐานสากลนั้น พลเรือนต้องไม่ถูกพิจารณาคดีในศาลทหาร โดยเฉพาะในเหตุการณ์ ดังเช่นที่ทหารได้เข้ายึดอำนาจในประเทศไทย ศาลทหารขาดความเป็นอิสระทางสถาบันจากฝ่ายบริหาร ตามกฎหมายสากลที่เกี่ยวกับการพิจารณาคดีด้วยความเป็นธรรม

กระบวนการการพิจารณาคดีขอนแก่นโมเดลทำให้ผู้ต้องหาและทนายความตกอยู่ในความหวาดกลัว เนื่องจากตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีการเปลี่ยนคณะผู้พิพากษาไปแล้วถึงสองครั้ง ผู้พิพากษาสองในสามคนเป็นเจ้าหน้าที่ทหารและไม่มีข้อมูลประวัติการพิจารณาคดีมาก่อน ประกอบกับความไม่ชัดเจนในการนัดวันพิจารณาคดีซึ่งที่มีการแจ้งเลื่อนมาแล้วหลายครั้ง

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายนิรนามคนหนึ่งซึ่งคอยติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับคดีดังกล่าว กล่าวว่าตัวเขานั้นรู้สึกเคลือบแคลงกับความไม่โปร่งใสของกระบวนการศาล “ผมไม่รู้ว่าศาลทำงานโดยยึดหลักการอะไร จะรอให้สถานการณ์ทางการเมืองดีขึ้นก่อน หรือรอการสั่งการจากผู้ที่มีอำนาจมากกว่าหรือเปล่า? ยิ่งรู้รายละเอียดเกี่ยวกับคดีนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่าครอบครัวของผู้ต้องหาเหล่านี้คงจะไม่ได้รับความยุติธรรม”

เนื่องจากเป็นคดีที่ตกเป็นเป้าสายตาของสาธารณชน โดยเฉพาะข้อหาวางแผนก่อการร้าย ทำให้ผู้ต้องหาและครอบครัวได้กลายเป็นจุดสนใจ รวมทั้งสื่อยังได้วาดภาพว่าครอบครัวของพวกเขาเหล่านี้เป็นกบฎและคนหัวรุนแรง ผลที่เกิดขึ้นคือพวกเขาถูกปฏิเสธจากทางชุมชน

* * *

ดาว (นามสมมติ) ถูกกีดกันจากสังคมหลังจากที่สามีของเธอถูกจับกุม ดาวนั่งอยู่ในบ้านที่ประกอบไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม่กี่ชิ้น ซึ่งสำหรับเธอแล้วบ้านหลังนี้มีแต่ความว่างเปล่าอันโหดร้าย

“ไม่มีใครมาหาเลย เขามองว่าเราเป็นอาชญากร คิดว่าเราจะทำลายประเทศชาติ” ดาวกล่าวทั้งน้ำตา “ฉันเป็นเสื้อแดง แต่ฉันไม่มีอาวุธสงคราม ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาวุธสงครามหน้าตาเป็นยังไง”

ก่อนที่จะมีการจับกุม ดาวและสามีประกอบอาชีพขายไส้กรอกทอด ด้วยรายได้ประมาณ 1,000 บาทต่อวัน แต่หลังจากที่สามีของเธอถูกจับกุม รายได้ของดาวมีแค่วันละประมาณ 200 บาทเท่านั้น ทุกวันนี้ลูกค้าประจำของเธอก็คือฝูงหมาที่ดาวเอาไส้กรอกเหลือจากการขายให้กินอยู่ทุกค่ำ

“แต่ก่อนเพื่อนบ้านเคยมาซื้อไส้กรอก แต่ตอนนี้กลับไม่อยากมาเข้าใกล้ เคยถามว่าทำไมไม่ซื้อไส้กรอกแล้ว เขาก็บอกแค่ว่าเขาไม่อยากกินแล้ว”

ดาวยังบอกอีกว่าเพื่อนหลายคนได้รับโทรศัพท์เตือนไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเธอ ดาวไม่รู้ว่าโทรศัพท์ดังกล่าวนั้นมาจากใคร

เนื่องจากทนไม่ได้กับสายตาที่ผู้คนเพ่งมอง (หรือแย่ไปกว่านั้นคือบางคนก็เมินเธอไปเลย) ดาวขังตัวเองอยู่แต่ในบ้าน เดียวที่ดาวรู้สึกสบายใจในตอนนี้คือช่วง 15 นาทีที่เธอได้เข้าเยี่ยมสามีในเรือนจำ ดาวไปเยี่ยมสามีของเธอทุกครั้งที่มีค่ารถเพียงพอ เนื่องจากจำเป็นที่จะต้องใช้เงินโดยไว ดาวต้องอดมื้อกินมื้อ ขายรถมอเตอร์ไซค์ จักรเย็บผ้า หม้อหุงข้าว และทุกอย่างที่ขายได้โดยชั่งกิโลขายที่ร้านรับซื้อของเก่าในราคา 1ใน 5 ของราคาสิ่งของ หลังจากเยี่ยมสามีเสร็จดาวมักจะอยู่ที่เรือนจำต่ออีกหลายชั่วโมง และอยู่ที่นั่นจนกว่าเจ้าหน้าที่จะบอกให้เธอกลับบ้าน

เพียงไม่กี่เดือนหลังการจับกุม ดาวมีเพียงแค่ น้อย (นามสมมติ) ลูกสาววัย 18 ปีที่คอยเป็นทั้งเพื่อนและผู้หารายได้ช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวเพียงคนเดียว น้อยเป็นนักมวยที่ค่อนข้างจะมีชื่อเสียงในจังหวัดขอนแก่นและเคยได้ค่าขึ้นชกครั้งละ 5,000 บาทมาแล้ว แต่พอขาดพ่อไป น้อยกับแม่ต้องขึ้นรถโดยสารเพื่อไปที่สนามมวยทุกอาทิตย์ หลังจากการชกมวยเสร็จสิ้นลงในเวลาที่ค่อนข้างดึก น้อยและแม่ต้องอาศัยนอนบนเสื่อข้างสนามมวยโดยใช้กระเป๋าเป็นหมอนรองศีรษะเนื่องจากไม่มีรถโดยสารกลับบ้าน หลังจากที่ผู้จัดการค่ายมวยรู้ข่าวเรื่องพ่อของน้อยถูกจับกุม ก็จัดให้น้อยขึ้นชกแต่ในระดับต่ำลงกว่าซึ่งได้ค่าขึ้นชกเพียง 300 บาท

น้อยทนไม่ได้กับการถูกกระทำดังกล่าวได้ ประกอบกับการล้อเลียนจากเพื่อนที่โรงเรียน จึงลาออกจากการเรียนชั้นมัธยมศึษาปีที่ 5 น้อยต้องทิ้งแม่ให้อยู่คนเดียวและย้ายไปอยู่อีกภาคหนึ่งในจังหวัดที่ไม่มีใครรู้เรื่องคดีขอนแก่นโมเดล ทุกวันนน้อยชกมวยในวันธรรมดาและเรียน กศน. ในวันเสาร์อาทิตย์ และส่งกลับมาให้แม่เท่าที่ทำได้

* * *

อ้อม (นามสมมติ) อายุ 17 ปี ต้องหยุดเรียนเนื่องจากคดีขอนแก่นโมเดล พ่อของอ้อมเป็นหนึ่งในผู้ต้องหา 26 คนที่ถูกจับกุมในเดือนพฤษภาคม รายได้ของครอบครัวนับวันก็เริ่มจะลดลงไปเรื่อยๆ
ในห้องครัวที่มีเพียงแสงสลัวๆ อ้อมกำลังหั่นผักเพื่อเตรียมประกอบอาหารเย็น หางตาของเธอยังคงจ้องมองกระเป๋านักเรียนที่วางพิงอยู่ข้างฝาซึ่งเต็มไปด้วยหนังสือเรียนที่ยังอ่านไม่จบและการบ้านที่ต้องทำส่ง อ้อมยังไม่ได้มีโอกาสหยิบหนังสือเรียนออกมาอ่านหรือทำงานที่ค้างไว้ตั้งแต่เมื่อสี่วันก่อนหน้านั้น วันที่ได้มีโอกาสไปโรงเรียนครั้งสุดท้าย แต่คืนนี้ อ้อมรู้ว่าจะต้องเร่งทำงานที่คั่งค้างไว้ตั้งแต่เริ่มเปิดเทอมเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ค่าเทอมของอ้อมเริ่มกลายมาเป็นภาระที่หนักหน่วง เงิน 100 บาทที่อ้อมเคยใช้ในการไปโรงเรียนกลับต้องนำมาใช้จ่ายเพื่อสิ่งของที่จำเป็นสำหรับตัวอ้อม น้องชายที่มีอายุเพียง 4 ขวบ และแม่ของอ้อมเอง เมื่อไม่นานมานี้ ใหม่ (นามสมมติ) แม่ของอ้อม รู้ถึงความจำเป็นที่จะต้องหารายได้เข้าครอบครัวจึงได้ขอร้องให้อ้อมออกจากโรงเรียนเพื่อมาหางานทำ

ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่หนักใจในการพูดคุยระหว่างแม่กับลูก อ้อมยืนยันที่จะเรียนต่ออีกหนึ่งปี
จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แต่ในตอนนี้ ครอบครัวของอ้อมเองก็กำลังตกอยู่ในสภาพที่ระส่ำระส่าย อ้อมจึงสามารถไปเรียนได้เพียงอาทิตย์ละสองถึงสามวันเท่านั้น

“ไม่มีแม่คนไหนอยากให้ลูกตัวเองออกจากโรงเรียนหรอก” ใหม่กล่าวขณะที่ตาก็จ้องมองไปที่ลูกสาวที่กำลังปัดกวาดพื้นห้องครัวอยู่ “แม่อยากให้ลูกเรียนสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะได้มีงานดีๆ ทำในอนาคต แต่แม่ก็ไม่รู้จะหาเงินมาจากไหน ถ้าพ่ออยู่พ่อก็คงจะช่วยคิด”

ในช่วงหนึ่งเทอมครึ่งที่ผ่านมา เรื่องเรียนก็เริ่มจะเป็นปัญหาที่หนักขึ้น อ้อมไผ่นหลายวิชา การขาดเรียนเพื่อไปทำงานทำให้อ้อมหมดสิทธิ์สอบในรายวิชาต่างๆมากกว่าครึ่งจากวิชาที่ต้องเรียนทั้งหมด อ้อมต้องแก้เกรดด้วยการทำงานส่งในเทอมต่อไป พร้อมๆ กับการบ้านในวิชาเรียนใหม่ที่จะมีเข้ามาในเทอมหน้า
“ไม่รู้ว่าจะทำได้ไหม” อ้อมกล่าว “แต่อยากเรียนให้จบจะได้หางานดีๆทำ”

อ้อมอยากเรียนต่อที่คณะวิทยาการจัดการ สาขาการโรงแรม ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยชั้นนำของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บุคลิกของอ้อมน่าจะเหมาะกับการเรียนวิชานี้ “อ้อมอยากแต่งตัวสวยๆ” อ้อมกล่าวพลางหัวเราะ

แต่ความฝันของอ้อมก็ดูเหมือนจะเริ่มอยู่ไกลเกินเอื้อม อ้อมต้องช่วยหาเงินจุนเจือครอบครัว อีกทั้งแม่ของอ้อมซึ่งกำลังอยู่ในสภาพอารมณ์ที่เปราะบาง ก็ยิ่งเป็นสาเหตุที่อ้อมต้องเข้ามาแบ่งเบาภาระต่างๆ หลังจากพ่อของอ้อมถูกจับ

ใหม่พยายามคงสีหน้าที่เข้มแข็งไว้และยิ้มให้ลูกทั้งสองคน แต่ความเศร้าที่อยู่ข้างในบางครั้งก็หนักจนแทบที่จะแบกทนต่อไปไม่ได้ “หลังจากที่พ่อถูกจับ แม่ร้องไห้อยู่หลายอาทิตย์” ใหม่กล่าวด้วยเสียงที่แผ่วเบา “แม่ทำอะไรไม่ถูกเลย ไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับชีวิต พอลูกสาวเห็นก็เลยไม่ยอมไปโรงเรียนสองอาทิตย์ อยู่เป็นเพื่อนแม่”

ด้วยความที่ยังเป็นห่วงเรื่องอนาคตอยู่ อ้อมต้องพยายามที่จะอดทนกับสถานการณ์การเงินที่ย่ำแย่และความสะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับครอบครัว พร้อมๆกับการทำใจเรื่องการสูญเสียพ่อไป
“คิดถึงพ่อ” อ้อมกล่าว “เวลานึกถึงพ่อก็อยากจะร้องไห้”

7 เดือนหลังจากการจับกุมทำให้เห็นได้ชัดว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของผู้ที่ถูกกุมขังนั้นเป็นบาดแผลลึกมากกว่าเป็นเพียงแค่บาดแผลทางด้านการเงิน เมื่อไม่มีคนที่รักอยู่ใกล้ พวกเขาก็เหมือนตกอยู่ในความโศกเศร้าที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด กระบวนการที่ซับซ้อนของระบบศาลทหารทำให้ความหวังของครอบครัวผู้ถูกคุมขังเหลือเพียงน้อยนิดเท่านั้น

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์การจับกุม ครอบครัวของผู้ต้องหาก็แทบจะไม่ได้รับคำตอบในคำถามที่พวกเขามีเลย พวกเขาร้องขอที่จะดูหลักฐานจากข้อกล่าวหาดังกล่าว ขอร้องให้มีการประกันตัว เฝ้าถามถึงวันที่คนที่พวกเขารักจะได้รับการปล่อยตัว หรือแม้แต่กระทั้งวันพิจารณาคดีของทางศาล ผู้ต้องหาต่าตั้งคำถามเหล่านั้นครั้งแล้วครั้งเล่าว่า “พวกเราทำผิดอะไรถึงถูกลงโทษอย่างรุนแรงเช่นนี้?”

ทนายความที่รับผิดชอบคดีมีความเป็นห่วงเก่ยวกับอนาคตของครอบครัวผู้ที่ถูกกุมขัง “การไม่รู้วันพิจารณาคดีครั้งต่อไปเมื่อไหร่ และการที่ศาลไม่อนุญาตประกันตัวส่งผลกระทบกับทางครอบครัวเป็นอย่างมาก เหมือนตกอยู่ในนรก ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้เจอคนที่พวกเขารักอีก”

* * *

เช่นเดียวกับแม่ของอ้อม สมาชิกครอบครัว “ดำรง” นามสมมติ ต้องจมอยู่กับความโศกเศร้านับตั้งแต่ “สมศักดิ์” นามสมมติ ผู้ที่เป็นทั้งสามี พ่อ และปู่ของครอบครัว

“จอย” นามสมมติ แต่งงานและอยู่กินกับสมศักดิ์มานานถึง 36 ปี การจับกุมสมศักดิ์ส่งผลกระทบต่อสภาพทางจิตใจของจอยเป็นอย่างมาก จอยหยุดยืนนิ่งขณะเดินอยู่บนสนามหน้าบ้านและพูดว่า “เห็นอะไรก็นึกถึงแต่พ่อ” จอยมองออกไปที่แปลงผักหน้าบ้านหลังเล็กๆของจอย ซึ่งตอนนี้มีหญ้าขึ้นอยู่รกรุงรัง “พ่อชอบปลูกผัก” จอยพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสะอื้น “พ่อเป็นคนทำแปลงผัก เป็นคนสร้างบ้านหลังนี้ เป็นคนขุดบ่อปลา มองไปทางไหนก็นึกถึงแต่พ่อ”

การขาดสมศักดิ์ไปได้สร้างความว่างเปล่าที่สมาชิกในครอบครัวของสมศักดิ์ไม่สามารถจะปฏิเสธได้ เพื่อนฝูงที่เคยมารับประทานอาหารเย็นด้วยกัน ทุกคนต่างก็คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตโดยมีสมศักดิ์อยู่ด้วย ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับพวกเขาสังเกตได้จากการหยุดชะงักของบทสนทนาที่เคยมีสมศักดิ์คอยหยอดมุขตลกอยู่ตลอด แต่ตอนนี้มีเพียงแต่ความเงียบ

“เหมือนว่าครอบครัวไม่มีความสุข” จอยกล่าว “แม่ไม่มีกำลังแล้ว ตอนนี้คิดแต่ว่าจะช่วยพ่อยังไง”
ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา ครอบครัวได้พยายามทุกวิธีทางที่จะประกันตัวสมศักดิ์ออกมา พวกเขาพยายามหาเงินประกัน เดินเอกสาร แต่ทางทหารก็ปฏิเสธการประกันตัว นับเป็นเวลา 7 เดือนผ่านมาแล้ว สมศักดิ์ยังคงอยู่ในเรือนจำทั้งๆ ที่ภรรยาของสมศักดิ์ยังไม่รู้แม้กระทั้งเหตุผลของการถูกจับกุม
“ถ้าเรารู้ว่าพ่อทำผิดก็คงจะไม่รู้สึกแบบนี้ เพราะอย่างน้อยก็รู้ถึงเหตุผลว่าทำไมพ่อถึงโดยจับ แต่คิดยังไงก็คิดไม่ออกว่าพ่อทำผิดอะไร”

เหตุผลของสมศักดิ์เหมือนกันกับจำเลยคนอื่นๆ ซึ่งต่างก็อ้างว่าตนบริสุทธิ์จากข้อกล่าวหาทั้งหมด แม้แต่ทางทนายซึ่งบอกว่าหลักฐานที่ทหารจับกุมนั้นไม่มีน้ำหนัก แต่คดีก็ยังคงดำเนินต่อไป
สิ่งเดียวที่จอยมั่นใจคือสามีของจอยน่าจะได้รับการปล่อยตัวนานแล้ว “เราแค่ต้องการให้พ่อกลับมาอยู่กับเรา ถ้าความยุติธรรมมีจริงพ่อคงจะได้กลับบ้านแล้ว”

แต่ความยุติธรรม ดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่ครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคดีขอนแก่นโมเดลจะได้รับในเร็ววันนี้ การพิจารณาคดีครั้งที่ 3 ในวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา การตัดสินของศาลก็ยังคงไม่มีความชัดเจนอยู่เช่นเคย มีการยกเลิกวันนัดพิจารณาคดีครั้งต่อไปและไม่แจ้งวันและเวลาใหม่ ทีมทนายได้ร้องขอให้ย้ายการพิจารณาคดีไปที่ศาลอาญาพลเรือนแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบใดๆ

A relative of one of the defendants reacts after seeing her husband walk into the courtroom in chains.

ญาติของผู้ต้องหาร่ำไห้ขณะรอเจอผู้ต้องหาหน้าศาลทหาร

ในขณะเดียวกัน ครอบครัวเหล่านี้ต้องต่อสู้กับความไม่แน่นอนซึ่งกำลังกัดกร่อนชีวิตของพวกเขา ต้องเผชิญกับคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบ และอำนาจทหารที่ไม่มีจำกัดที่เริ่มเข้ามาแทรกซึมในชีวิตของพวกเขาเหล่านี้

* * *

ความมืดกำลังคลืบคลานเข้ามา นกขับรถมอเตอร์ไซค์ออกไปซื้อผักใกล้บ้าน ในขณะที่รถมอเตอร์ไซค์กำลังจะลับตาไป น้องชายของนกลุกขึ้นเดินออกไปนอกบ้านและยืนอยู่บนถนนที่มีฝุ่นคลุ้งตลบ เขาจ้องมองตามยังไฟรถมอเตอร์ไซค์ไป เขายืนรออยู่ที่นั่นในความมืดด้วยใบหน้าที่เป็นกังวล มีแต่เพียงแสงไฟรถที่ผ่านไปมาเป็นระยะเท่านั้นที่สาดส่อง เขารออยู่ประมาณ 15 นาทีจนพี่สาวกลับมา

“น้องคิดว่านกอาจจะไม่ได้กลับมาบ้านอีก” นกอธิบาย “ทุกครั้งที่น้องชายกลับบ้าน ก็จะมาหานก น้องดีใจทุกครั้งที่รู้ว่านกยังไม่ได้ไปไหน”

นกวางถุงผักไว้บนโต๊ะและแขวนถุงใส่สิ่งอื่นๆบนผนังบ้าน บ้านที่ ณ ตอนนี้กลายเป็นเสมือนห้องขังสำหรับนกเอง

เคท โควี่-แฮสเคล กำลังศึกษาสาขามนุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ และ เพลีย ชาง กำลังศึกษาสาขาการพัฒนามนุษย์และครอบครัวศึกษาที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดดิสัน ทั้งสองคนเป็นนักข่าวนักศึกษาที่โครงการศึกษาต่างประเทศ โครงการซีไออีอี-ขอนแก่น

Share

Martial Law in Northeast of Thailand creates common cause between pro-democracy and community rights groups

2014 December 20
by The Isaan Record

Six months after Thailand’s martial law is imposed discontent stirs across diverse factions.

BURIRAM PROVINCE, THAILAND — Sitting cross-legged in a bamboo hut, concealed by tall corn stalks, the 62-year-old man seems at ease, enjoying passion fruit and a cigarette.  Yet, the laughter leaves his eyes as he casts furtive glances towards the sound of every vehicle that rumbles past.  

“I am afraid that once you leave,” Mr. Lun Soisot nervously admits, “the military will come and ask what we were doing.”

Mr. Lun was a rice farmer before the military arrived in his village and evicted everyone from their homes and farmland.

Mr. Lun was a rice farmer before the military arrived in his village and evicted everyone from their homes and farmland.

Mr. Lun knows too well what happens when the military takes special interest in a person. The military arrested Mr. Lun and other community leaders in Kao Bat Village, who protested the junta’s decision to evict villagers from Dong Yai Wildlife Sanctuary in July. Paitoon, his son and a local activist, has also faced arrest and is now on the run.  

Mr. Lun and his son are just two of the estimated hundreds of grassroots leaders that have been arrested, threatened, and harassed by the junta that seized power in the May 22 coup.  

The reach of martial law

Martial law, instituted two days before the coup, has maintained a tight grip over Thailand – outlawing political meetings of five or more people, prohibiting criticism of the junta, and charging civilians in military courts.  

The crackdown on opposition, through a series of arrests and detentions, has discouraged any attempts to speak out against the military regime. These tactics have kept Thailand remarkably quiet for the last six months.

The post-coup calm has been particularly unusual in the Northeast, which is a stronghold for the Red Shirts, a pro-democracy movement allied to deposed former Prime Minister, Thaksin Shinawatra. The Red Shirt’s lack of organized resistance suggests that martial law has been effective in silencing dissent.

As of November 30th, the organization iLaw documented 626 cases of persons apprehended under martial law, 340 of which led to arrest.  

The vast majority of those apprehended were pro-democracy politicians, academics, activists, and journalists in Bangkok publicly summoned by the military soon after the coup.  

The military has focused much energy on suppressing opposition here in the Northeast as it is the heartland of the Red Shirts. While there’s ample anecdotal evidence, exact statistics on those affected by martial law in the Northeast are hard to come by. As many as 130 people in the region have been affected by martial law, according to iLaw, and upwards of 50 who have been formally arrested. But there are dozens if not hundreds of students, community activists, and university professors who have been unofficially “invited” in by the military for a chat, harassed at work, monitored, and threatened.

‘We fear for our lives’

Martial law and the fear of the junta’s formal and informal intimidation tactics may explain why a unified resistance movement has not formed.

Dr. Alongkorn Akkasaeng, Assistant Dean at Mahasarkham University’s College of Politics and Governance, felt his work impacted by martial law when he was called in to speak at a military base. “The experience has caused me to be more careful in what I say and write,” he explains. Many of his colleagues have been called in and continue to be called in, and so “everyone is quite aware that they are being monitored by the military.”

Last month, five students from the activist group “Dao Din,” borrowing from the movie “The Hunger Games,” raised three fingers directly in front of Prime Minister and junta leader Prayuth Chan-ocha when he was visiting the Northeast for the first time.

The students were immediately arrested. As their protest and detention attracted national and international attention, the military decided to release them without charge. But even after their release, the students have been persistently harassed and monitored by the military, driving some students to move out of their homes.  “We fear for our lives,” stated one of the students in an interview with the Bangkok Post.

But more than anti-coup groups have been affected by martial law. The junta’s decrees, such as Order No. 64 that authorizes the military to evict communities from their land for the sake of national forests, has embroiled rural communities. Faced with the loss of homes and livelihoods, grassroots-level activists are the latest victims of martial in Thailand’s Northeast.  The widespread repression of rights to freedom of assembly and expression has severely limited their ability to advocate for community rights.

It was reported in Prachatai on Dec. 16 that almost 1,800 warrants have been issued against farmers on charges of trespassing into forest areas. Activists claim that if the junta continues its eviction polices, as many as 30,000 Isaan people may be affected.

‘Leave my family alone’

Kridsakorn Silark, an activist working with dam-affected communities in Ubon Ratchathani province, has similarly been summoned and harassed for speaking out against the military’s human rights violations.

On November 18, the military asked Mr. Kridsakorn to deactivate his professional Facebook page, on which he had publicly asked the junta to cooperate with dam-affected villagers, as well as his personal account that he used to express his pro-democracy opinions.

Mr. Kridsakorn proudly shows off his controversial Facebook page, on which he posted a picture of Aung San Suu Kyi: “You should never let your fears prevent you from doing what you know is right.”

Mr. Kridsakorn proudly shows off his controversial Facebook page, on which he posted a picture of Aung San Suu Kyi: “You should never let your fears prevent you from doing what you know is right.”

Claiming that he had forgotten the account password, Mr. Kridsakorn kept the page up and dodged the military’s calls.

After three days of evasion, however, Mr. Kridsakorn received a call from his mother; military officers had begun to harass her, calling every ten minutes and eventually showing up at her house. Mr. Kridsakorn realized he had no choice but to meet with the military.

“I was very angry.  They can do anything they want to me, but leave my family alone,” he snapped.

At the meeting, officers forbade Mr. Kridsakorn from writing anti-coup declarations and from posting anything on his Facebook critical of the junta.

These intimidation tactics employed by the military are used particularly harshly against those affiliated with the Red Shirt movement.

On the day of the coup, “Daeng” (a false name used for fear of reprisals), a Red Shirt media activist in the Northeast, threw a hard drive of his life’s work into water, knowing what it held could incriminate him under the newly imposed martial law.

The fear that drove him to such extremes remains at the forefront of his thoughts. While being interviewed, Daeng insisted on moving locations several times, convinced that a government spy was eavesdropping nearby.

Daeng spent a month covertly collecting stories on the impact of martial law in the region, especially stories that the junta has attempted to cover up. Daeng has unique insight into the mood of the Northeast.

“People only talk with people they trust.  Everyone wants to talk, though,” says Daeng. “They’re stressed, they’re not satisfied, and they’re angry.”

He tells the story of an unnamed Red Shirt DJ in the Northeast.  On the day of the coup, 50 soldiers swarmed her workplace, only to find that she was not there.  When they were also unable to locate her at her home, the military held her 10-year-old son hostage. Panicked at the thought of being separated from her son and subjecting him to trauma, she had no choice but to turn herself in.

In addition to threatening family members, the junta has employed other methods to intimidate and blackmail dissidents, such as freezing financial accounts, planting evidence, and extortion through the use of explicit photos.

Of the dozens of people Daeng spoke to, the majority signed an “agreement” with the military, pledging to refrain, under threat of arrest for violating martial law, from attending meetings, expressing political opinions, speaking to the media, or leaving the country.

‘We push forward because we know it is the right thing to do’

Most have adhered strictly to the “agreement” out of fear. However, some who have signed, such as Mr. Kridsakorn, insist that signing does not indicate surrender.

“I think I have to be more cautious because I was summoned.  But on the other hand, if I do and say nothing, they will feel as if they can do anything.  I have to move forward to ensure they do not feel this way,” says Mr. Kridsakorn.

Mr. Kridsakorn’s cautious defiance is not an isolated instance. Academics, villagers, activists, and Red Shirts across the Northeast have also voiced their resolve to keep fighting, despite the threat of repercussions for speaking out under martial law.

The five Dao Din students continue to be monitored closely by the military.  One female student was requested, on December 9th, to come speak to military officers about her group’s activities, over a month after their protest.

She refused to go, reflecting the defiance of the group.  They have also displayed their unwavering opposition to the military regime in interviews.  Capitalizing on newfound notoriety, the Dao Din students called Thai citizens to action: “We want you to fight,” they said last month in a Prachatai interview. People across Thailand have publicly raised three fingers in support of the students.  

Even Mr. Lun, a villager whose name remains unknown to the nation, refuses to give in: “The military tries to stop our movement, but we push forward because we know it is the right thing to do.”

Common ground

Although community activists, like Mr. Lun and Mr. Kridsakorn, on the one hand, and Red Shirts on the other, have typically operated separately, the collective oppression under martial law has created an unexpected common cause between the two groups.

Dr. Alongkorn suggests that although community activists and Red Shirts have different ideologies – the former focused on rights connected to their livelihoods and the latter on issues of democracy – they both share a commitment to rights and the value of equality.  “In this ongoing struggle,” he says, “[color-coded politics] are secondary.”

“I believe the junta would have something to worry about if these two movements were to find common ground and enjoin their struggles, but I don’t think the junta has quite seen the bigger picture,” he adds.

An academic and former red shirt leader in Khon Kaen also acknowledges the difference in objectives between the two groups.  But, Ms. Phanwadee Tantisirin adds, “It is democracy and rights that will allow both groups to be able to fight for their cause. We will have to wait to see if these two groups can come together to fight the military government.”

Looking ahead

On December 10, at the Isaan Human Rights Festival in Khon Kaen, villagers, NGOs, students and academics came together to openly express their frustration with how martial law has suppressed their ability to advocate for community rights.  The event was one of the first where these different groups were brought together to articulate their common struggle.

Although the military had disallowed organizers of the Human Rights Festival from mentioning politics or martial law, participants were not fazed.  One villager asked the crowd, “if we can’t talk about martial law, the NCPO, or politics, what can we talk about?”

Although the military had disallowed organizers of the Human Rights Festival from mentioning politics or martial law, participants were not fazed. One villager asked the crowd, “if we can’t talk about martial law, the NCPO, or politics, what can we talk about?”

Whether or not these factions will unify in opposition remains unclear.  Yet, the sentiment of individuals from each group does indicate a resolve to continue fighting for human rights and democracy.  As the stories of military harassment circulate throughout the Northeast, dissent appears to becoming more and more common.

“The things that have happened within our village and other villages have been spread to everyone, and it has caused fear,” explains Mr. Lun.  “The military is making a lot of enemies without even knowing it.”

As Mr. Lun sits on the bamboo floor of the small hut, he asserts his defiance to the coup and commitment to work towards a better Thailand.

“In every movement there has to be someone stubborn enough to get other people to join.  We choose to be fireflies in the forest.  We are willing to be small sources of light – even though they’re small, it’s better than total darkness.”

Alexandrea Lee studies international studies at Johns Hopkins University and Catherine Darin studies economics at the University of Pennsylvania. They are student journalists who have been studying in Khon Kaen for the past four months.

First published on Prachatai English

The Interrupted Lives of the “Khon Kaen Model” Families

2014 December 16
by The Isaan Record

Seven months ago twenty-six people were arrested in Khon Kaen and now face charges of terrorism and treason—offences that could exact the death penalty. The case, known as the “Khon Kaen Model,” is the most high-profile case to be tried in a military court since the junta took power in May. Kate Cowie-Haskell and Plia Xiong have been following the case in Khon Kaen to learn more about the process of military court and its consequences for families of the defendants. [Those interviewed for this story preferred that neither real names nor photographs be used, worried that it may affect the case of their family members.]

It is past noon, but “Nok” is still in her pajamas. She stands in front of her open refrigerator, staring at its meager contents. The shelves have become bare as the months drag on and she is unable to search for a job. Finally, she removes two eggs and turns toward the cluttered kitchen. “I can’t go anywhere, so I can’t make any money,” she says as she cracks the eggs into a pan. “The soldiers watch me whenever I leave.”

It has been a month since Nok, still in her forties, was released on bail for medical reasons from the Khon Kaen Central Prison. There she was held for five months with the twenty-five other people accused of plotting the “Khon Kaen Model” of resistance, an alleged Red Shirt plan to overthrow the military government that came into power on the 22nd of May. The suspects were arrested in the days following the coup, and imprisoned on June 4th.

Nok was released from prison, but she has been unable to fall back into her role as the provider for the seven people in her family. Instead, she spent most of the last month under what is essentially house arrest. She doesn’t want to give the soldiers a reason to suspect she is organizing or attending meetings, so she limits contact with friends and never strays more than a few hundred meters from her house. Nok is even too afraid to find work, fearing that contact with anyone outside her family may incriminate her again. Her family’s financial situation has become dire since her arrest, and continues to deteriorate despite her release from prison.

“It has been a very hard time for our family,” admits Nok’s father, who has become increasingly immobile as muscular atrophy claims his body. He sits in the small makeshift bedroom that has become his world in the past few years. “I am becoming weaker, and I can’t support the family. We have many financial problems now. With three kids, school and meals cost a lot.”

Nok doesn’t know when she will be able to find a job. For now, she is paralyzed by the knowledge that the military can interpret anything she does as a reason to put her back in prison.

“We have no income, and I have to think about everything I do before I do it. Every decision I make can affect my family now, and I don’t want to make our situation worse.”

* * *

The Khon Kaen Model suspects and their families have been under the watchful eye of the military government since the arrests were made in May. All twenty-six suspects were accused of nine charges, including amassing arms and conspiracy to commit terrorism.

Order No. 37 of the junta, stipulating that offenses against the “internal security of the Kingdom” come under the jurisdiction of a military court, was issued days after defendants in the Khon Kaen Model case had already been apprehended. A lawyer familiar with the case called this arrangement “strange” and “against legal principles.”  Regardless, the Khon Kaen Model case is being tried in military court.

A number of international human rights organizations have denounced civilians being tried by military court as a violation of human rights. In military court there are no appeals, and bail has so far been denied to the Khon Kaen Model suspects without preexisting medical conditions. All twenty-six suspects could face the death penalty.

November 26th—Shackled, the defendants enter the court at the Sri Patcharin military base for the case's third hearing as their families look on.

November 26th—Shackled, the defendants enter the court at the Sri Patcharin military base for the case’s third hearing as their families look on.

The defense lawyers have repeatedly called for the case to be moved to a civilian criminal court on the grounds that a trial by military tribunal violates Article 4 of the junta’s 2014 interim constitution, which vaguely states that the new government will protect human rights.

According to Mr. Wilder Tayler, the Secretary-General of the International Commission of Jurists, “Under international standards, civilians should not be subject to the jurisdiction of military tribunals, particularly where, like in military-ruled Thailand, military tribunals lack the institutional independence from the executive required by international law regarding fair trials.”

The court proceedings of the Khon Kaen Model case have appalled the defendants and their lawyers. Since May the judges assigned to the case have already changed once, and two of the three current judges are military personnel with no professional background in law. The court has also been unclear about the dates of court appearances for the defendants, rescheduling hearings multiple times.

A legal expert familiar with the details of the case who asked to remain unnamed is frustrated with the lack of transparency in the court process. “I don’t know what principle the court is working from. Are they waiting for the political situation to get better? Or are they waiting for orders from higher powers? The more detailed of this case are revealed, this expert says, “the clearer it is that these families can’t get justice.”

The high-profile nature of the case, particularly the terrorism charges, has garnered a lot of attention for the accused and their families. The media has painted the families as treasonous and violent. As a result, they have been ostracized in their communities.  

* * *

“Dao” has been socially isolated since her husband’s arrest. She sits at a table in her sparsely furnished home, which for her has become unbearably empty.

“Nobody comes to visit my family. They see us as criminals and they think we are trying to ruin the country,” Dao says through tears. “I am a Red Shirt but I have no war weapons— I don’t even know what they look like.”

Before the arrest, Dao and her husband sold sausages, making around 1,000 baht per day. But suddenly, after the arrests she could only make 200 baht per day. Now her most eager customers are the dogs she gives her leftovers to at the end of the night.

“My neighbors used to come buy sausages from me, but now they don’t even come near me. I ask them why, and they just say they don’t want to eat sausages anymore.”

Dao mentions that some of her old friends received phone calls from a person who warned them to avoid interacting with her. She does not know who these calls were from.

Unable to handle the way people stare at her (or worse, ignore her) in the street, Dao locks herself in her home. Now, her only comfort lies in the fifteen-minute visits she has with her husband at prison. She goes whenever she can afford the bus fare. Desperate for fast cash she skips meals and sells her motorcycles, sewing machines, rice steamers—anything she can find—at the scrap dealer for a fifth of their price. She often stays at the jail long after morning visitation hours are over, sitting alone in the darkening waiting room until she is asked to return to her empty home.

In the few months after the arrest Dao’s 18-year-old daughter, “Noi,” was her mother’s sole companion and only source of income. An accomplished boxer, Noi made around 5,000 baht for each of her fights in a boxing ring in Khon Kaen. Without her father to drive her, Noi took public transport to the ring every week with her mother. When the fights ended too late for the women to catch a bus home the two slept on the bare mats at the ring, using their bags as pillows. But soon after the arrests the ring manager heard about Noi’s situation and started putting her in lower fight levels, where she could only make 300 baht per fight.

Disgusted with this treatment and fed up with the teasing she endured at school, Noi dropped out of eleventh grade. She left her mother and moved to a province in another region, where she is able to conceal her connection to the Khon Kaen Model. Now she boxes during the week and takes adult education classes on the weekend, sending money to her mother when she can.

* * *

“Aom,” 17, is also sacrificing her education because of the Khon Kaen Model case. Her father was one of the twenty-six people arrested in May, and as each day passes without his income her family faces greater losses.

In the dark kitchen of her family’s cement home Aom chops up vegetables for the evening meal. Out of the corner of her eye she sees her backpack slouching against the dirty wall, with unfinished readings and assignments threatening to spill out of it. She hasn’t picked it up since the last time she went to school four days ago. Tonight though, she knows she will have to tackle some of the assignments that have been building up on her since the semester began in November.

Aom’s school fees have become an unbearable strain. The weekly 100 baht that Aom needs for transportation to school is now required for basic necessities for herself, her four-year old brother, and her mother. Recently Aom’s mother, Mai, has become so desperate for money that she asked her daughter to drop out of school and find work.

It has been a tense topic for the mother and daughter recently, as Aom insists that she should stay in school for one more year so she can graduate. For now, the family has reached a fragile compromise: Aom will go to school only two or three days a week.

“No mother wants her child to leave school,” Mai says as she watches her daughter sweep the oil-stained floor of their kitchen. “I want her to have the highest education possible so she can get a good job and have a future.  But I don’t know where to get money—if my husband was here we could work this out together.”

Over the last semester and a half, school has become a battleground. Aom is failing most of her classes. Already her poor attendance has barred her from taking the final exams for half of her classes this semester. She will have to make up the assignments next semester, on top of her new schoolwork.

“I don’t know if I will be able to do it,” Aom confides. “But I want to graduate high school so I can get a good job.”

She has dreams of studying hotel management at Khon Kaen University, the leading university in the Northeast. Her sociable personality would serve her well, and she is intrigued by the glamour of it all. “I want to look fancy,” she laughs.

However, her dreams are quickly moving beyond her reach. She has a commitment to support her family, and her mother’s emotional instability since the arrests has only made it more necessary to shoulder some of the caretaking burden left behind by her father.

Mai tries to put on a brave face and smile for her two children, but the sorrow that lies just beneath the surface is sometimes unmanageable. “After the arrest I cried for weeks,” she admits quietly. “I was devastated, I didn’t know what to do with my life. My daughter saw this and stopped going to school for two weeks to keep me company.”

With her future on the line, Aom must now try to balance the financial distress caused by the case and her family’s emotional upheaval, even while coping with her own sense of loss.

“I miss my father,” she says. “When I think about him I want to cry.”

Seven months after the arrests it is clear that the acute emotional loss the Khon Kaen Model families feel has cut far deeper than their financial losses. Without the presence of their loved ones, they are suspended in a kind of mourning— indefinitely. The convoluted processes of the military court give families little hope that their suffering will end in the near future.  

Since the arrests few questions have been answered for the affected families. They have asked to see the evidence against their loved ones, they have asked for bail, for release dates, for the dates of court hearings. And they have asked, again and again: What have we done to justify such grave punishment?

A lawyer in the case fears for the future of his defendants’ families. “Not knowing the next date and knowing that the court refuses to give bail has impacted families a lot. They are in limbo—they don’t know when they will be together again.”

* * *

Like Aom’s mother, the members of the “Damrong” family have been paralyzed by grief since the arrest of “Somsak”: their husband, father, and grandfather.

“Joy” has been married to Somsak for 36 years, and his arrest has taken a steep emotional toll on her. As she walks across the rutted yard in front of the family home, she pauses. “Everything reminds me of him,” she says solemnly. She looks to the front of the small house, where a vegetable garden stubbornly persists amidst riotous vines. “He loves planting,” she says, her voice choked. “He made that vegetable garden, and he built this house and dug out the fish pond. Anywhere you look you have to think about him.”

His absence is a void that his loved ones cannot ignore. Friends come to join family dinners, but everyone has become so accustomed to the rhythm of life with Somsak that they are at a loss when there are pauses in the conversation that his jokes normally fill.

“It is like there is no happiness in the family,” says Joy. “I have no energy, and all I can think about is how to help him.”

Since May the family has thrown itself into efforts to bail him out. They raised money and scoured documents, but the military has denied bail. Seven months later, Somsak is still in jail, and his wife still doesn’t know why.

“If we knew he was guilty it would be different because there would be a reason for him to be there. But I can’t think of anything he did wrong.”

Her claims match those of the defendants, all of whom have claimed innocence to the accusations.  But despite what a lawyer described as “weak” evidence against them, the trial persists.

The only thing Joy is absolutely sure of is that her husband should have been released long ago. “All we want is for him to be back with us. If there was justice he would be home by now.”

Justice, it seems, is not something the Khon Kaen Model families will see soon. At the third case hearing on November 26th the court was as vague as ever, once again cancelling the next court appearance and failing to provide a new date. The lawyers’ request to move the case to a civilian criminal court remains under deliberation.  

A relative of one of the defendants reacts after seeing her husband walk into the courtroom in chains.

A relative of one of the defendants reacts after seeing her husband walk into the courtroom in chains.

Meanwhile, these families must continue their battle with the uncertainty that is consuming their lives. The unanswered questions loom over them, and the unbelievable power the military holds over their situation permeates their daily life.

* * *

Dusk is just settling over Nok’s small home when she climbs on her motorcycle to buy vegetables down the road. As the motorcycle pulls away Nok’s brother rises and makes his way to the end of the dusty driveway, where he stares after the vanishing taillights. He stands there in the dark, headlights occasionally illuminating his concerned face, until his sister returns fifteen minutes later.


“He thinks that if I leave I might not come home again,” explains Nok. “Every time he returns home, he checks up on me and he is happy to see that I am still here.”

She drops the bag of vegetables on the table and sags against the wall of her home, the home that has become her prison.

Kate Cowie-Haskell studies Anthropology at the University of Rochester and Plia Xiong is majoring in Human Development and Family Studies at the University of Wisconsin-Madison. They are student journalists on the CIEE Khon Kaen study abroad program.

Co-published on Prachatai English

ชาวอีสานใช้งานเทศกาลสิทธิมนุษยชนระบายความคับแค้นใจ ภายใต้กฎอัยการศึก และการปิดกั้นการแสดงออก

2014 December 13
by The Isaan Record

ขอนแก่น – ประชาชนประมาณ 400 คนจาก 13 จังหวัด ได้เดินทางมาเพื่อเข้าร่วมงานเทศกาลสิทธิมนุษยชนภาคอีสานประจำปี ครั้งที่ 7 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวานนี้ที่โรงแรมขวัญมอ จังหวัดขอนแก่น ถึงแม้ว่าทางทหารจะแสดงถึงความกังวลเกี่ยวกับการจัดงาน และงานในปีนี้แตกต่างไปจากปีที่ผ่านๆมา คือ คณะทูตจากสหราชอาณาจักร แคนาดา นิวซีแลนด์ สหภาพยุโรป สวีเดน และสหรัฐอเมริกา ได้เดินทางเพื่อมาร่วมงานเช่นเดียวกัน

งานเทศกาลสิทธิมนุษยชนภาคอีสานจัดขึ้นแทบทุกปี นับตั้งแต่ พ.ศ. 2549 เพื่อรำลึกวันสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ  แต่การดำเนินงานในครั้งนี้ได้รับเงินสนับสนุนหลักจากสหภาพยุโรปตามโครงการ “ความช่วยเหลือการแลกเปลี่ยนด้านนโยบายของไทยและสหภาพยุโรป” และโดยผู้จัดงานกล่าวว่า เทศกาลประจำปีนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นช่องทางให้ชุมชน และเครือข่ายต่างๆ ได้พบปะแลกเปลี่ยนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนและกำหนดข้อเรียกร้องต่างๆ

กิจกรรมในช่วงเช้าเริ่มด้วยการกล่าวแถลงการณ์ โดย คุณจาร์รอด เวียร์ ตัวเเทนจากสหภาพยุโรป คุณแอน-ชาร์ลอตต์ มอลม์ หัวหน้าระดับภูมิภาคโครงการซีดา ประเทศสวีเดน และคุณนอร์แมน แฟลนซ์ เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนจากสหรัฐอเมริกา

ตามมาด้วย “การอภิปรายด้านสิทธิมนุยชนโดยคณะเอกอัครราชทูต” โดย คุณมาร์ค เคนท์ เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย คุณฟิลลิป คาลเวิร์ท เอกอัครราชทูตแคนาดา และคุณรูเบน เลเวอร์มอร์ เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์

จากซ้ายไปขวา: คุณแฮนโน เทรย์เบิร์น เจ้าหน้าที่ด้านการเมือง, สถานทูตอังกฤษ; คุณนอร์แมน แฟลนซ์; คุณคามิลลา ออตโตสซัน เจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชน สถานทูตสวีเดน คุณแอน-ชาร์ลอตต์ มอลม์; เอกอัครราชทูตมาร์ค เคนท์; เอกอัครราชทูต ฟิลลิป คาลเวิร์ท เอกอัครราชทูตรูเบน เลเวอร์มอร์; คุณจาร์รอด เวียร์

จากซ้ายไปขวา: คุณแฮนโน เทรย์เบิร์น เจ้าหน้าที่ด้านการเมืองจากสถานทูตอังกฤษ คุณนอร์แมน แฟลนซ์ คุณคามิลลา ออตโตสซัน เจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชนจากสถานทูตสวีเดน คุณแอน-ชาร์ลอตต์ มอลม์ เอกอัครราชทูตมาร์ค เคนท์ เอกอัครราชทูต ฟิลลิป คาลเวิร์ท เอกอัครราชทูตรูเบน เลเวอร์มอร์ และคุณจาร์รอด เวียร์

เอกอัครราชทูตแต่ละท่านเล่าถึงความเป็นมาเป็นไปของสิทธิมนุษยชนในประเทศตนเอง โดยให้ความสำคัญกับความจำเป็นที่จะต้องมีเสรีภาพในการแสดงออกและการรวมกลุ่มกันเพื่อแสวงหาสังคมประชาธิปไตย นายฟิลลิป คาลเวิร์ท และนายรูเบน เลเวอร์มอร์ ยังได้กล่าวถึงว่าสิทธิของชนพื้นเมืองกลายเป็นส่วนสำคัญของ “โครงสร้าง” ทางภูมิทัศน์ด้านสิทธิมนุษยชนในแคนาดาและนิวซีแลนด์ได้อย่างไรอีกด้วย

เอกอัครราชทูตคาลเวิร์ท: สิทธิด้านวัฒนธรรมเป็นองค์ประกอบสำคัญของสิทธิมนุษยชนในแคนาดา

เอกอัครราชทูตฟิลลิป คาลเวิร์ท พูดถึงสิทธิด้านวัฒนธรรมว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของสิทธิมนุษยชนในแคนาดา

เอกอัครราชทูตฟิลลิป คาลเวิร์ทกล่าวว่า “แคนาดาได้เรียนรู้ว่า เมื่อมีการกีดกันสิทธิด้านวัฒนธรรม เช่น สิทธิการพูดภาษาดั้งเดิมของตนเอง และการครอบครองที่ดิน สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือความหายนะ”

เอกอัครราชทูตมาร์ค เคนท์ กล่าวกับผู้ฟังในห้องเป็นภาษาไทยเรื่องความสำคัญของความเสมอภาคและโอกาสที่เท่าเทียม

“ผมมาจากหมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทของอังกฤษ พ่อของผมทำงานเป็นคนขับรถบรรทุก แต่ผมก็มีโอกาสได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยออกฟอร์ด จากนั้นผมก็ได้เห็นถึงความสำคัญของโอกาสในการเข้าถึงและสิทธิที่เท่าเทียมกันสำหรับคนทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะรวยหรือจน ไม่ว่าจะเป็นคนเมืองหรือคนชนบท”

การย้ำถึงสิทธิความเสมอภาคของคนในชนบทจากเอกอัครราชทูต ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้เข้าร่วมงาน

เอกอัครราชทูตเคนท์: ย้ำถึงความผิดหวังของสหราชอาณาจักรต่อการรัฐประหารและการคงกฎอัยการศึกไว้

เอกอัครราชทูตมาร์ค เคนท์: ย้ำถึงความผิดหวังของสหราชอาณาจักรต่อการรัฐประหารและการคงกฎอัยการศึกไว้

สมาชิกชุมชนและเครือข่ายที่ได้รับผลกระทบต่างทั่วทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีโอกาสไม่มากนักที่จะได้แลกเปลี่ยนกับตัวแทนจากต่างชาติเกี่ยวกับความคับข้องใจประเด็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่ชุมชนของตนเองกำลังประสบ

ชาวบ้านจากจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งกำลังต่อสู้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการขุดเจาะบ่อกีาซปิโตรเลียมใกล้ที่ดินของตนเอง ก็เป็นอีกหนึ่งเสียงที่แสดงถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในประเทศไทย

“ปกติแล้ว บริษัทต่างชาติต่างๆ จะร่วมมือกับรัฐบาลไทยเพื่อสร้างปัญหาให้กับชุมชนของเรา” ชาวบ้านจากกาฬสินธุ์คนหนึ่งกล่าว “พวกเขามองเราเป็นแค่คนกลุ่มเล็กๆ และมักอ้างว่าเราต้องเสียสละเพื่อประเทศชาติ เราส่งจดหมายและพูดผ่านสื่อก็แล้ว แต่ก็ยังถูกละเมิดสิทธิเหมือนเดิม เสียงของทูตอาจจะดังกว่าเสียงของเรา เพราะฉะนั้นผมเลยคิดว่า คุณอาจทำให้คนพวกนั้นได้ยินเสียงเล็กๆ ของเรา”

คณะทูตจากนานาประเทศที่เข้าร่วมงานเข้าใจถึงคุณค่าของการได้มีโอกาสพูดคุยกับประชาชนคนทั่วไปที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยตรง เพื่อที่จะได้เข้าใจสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยให้ดีขึ้น

“สำหรับเราในฐานะเอกอัครราชทูต กรุงเทพเป็นเมืองที่สำคัญแต่ก็ไม่ใช่ประเทศไทยทั้งหมด” เอกอัครราชทูตรูเบน เลเวอร์มอร์กล่าว “ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภูมิภาคที่สำคัญมาก ในวาระที่ได้มาที่นี่ในวันนี้ทำให้เราได้มีโอกาสรับฟังเกี่ยวกับปัญหาที่คนอีสานกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้”

 เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ คุณเลเวอร์มอร์: ภาพรวมของภาคอิสานมีความสำคัญสำหรับความเข้าใจที่มีต่อประเทศไทย

เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ คุณรูเบน เลเวอร์มอร์: ภาพรวมของภาคอิสานมีความสำคัญสำหรับความเข้าใจที่มีต่อประเทศไทย

กิจกรรมในช่วงบ่ายมุ่งเน้นเกี่ยวกับประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือผ่านหนังสั้นจำนวน 8 เรื่อง ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิด้านต่างๆ อาทิ สิทธิผู้บริโภค สิทธิได้รับบริการเพื่อสุขภาพ สิทธิในที่ดินและการดำเนินชีวิต และสิทธิที่จะอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย ในตอนท้ายของงานได้มีการประกาศแถลงการณ์จากแต่ละชุมชน

ตั้งแต่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกในประเทศไทย งานเทศกาลสิทธิฯครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่งานประเภทนี้สามารถจัดขึ้นได้ ซึ่งงานสัมนาทางวิชาการต่างๆหลายครั้งมักถูกยกเลิก หรือถูกสั่งปิดโดยทหาร

ความตื่นตัวของชาวบ้าน ที่แออัดกันอยู่ในห้องสัมมนา ในฐานะผู้เข้าร่วมงานที่อยากให้คนอื่นๆ รวมทั้งแขกจากต่างชาติ ได้ยินเสียงของพวกเขา

ผู้ร่วมงานเต็มเปี่ยมด้วยพลัง ความหาญกล้าที่ต้องการให้ผู้ร่วมงานคนอื่น รวมทั้งคณะทูตจากประเทศได้รับรู้

งานครั้งนี้จัดขึ้นโดยคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป. พอช.) โครงการซีไออีอี ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (CIEE) และเครือข่ายนักศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

แหล่งข่าวทหารในขอนแก่นบอกผู้จัดงานว่ามีความเป็นได้ถึงร้อยละ 50 ที่ทางทหารจะยกเลิกหรืออนุญาตให้ดำเนินการจัดงานต่อไป แต่หนึ่งวันก่อนงานเริ่ม เจ้าหน้าที่ทหารได้ติดต่อเพื่อขอให้ทางคณะผู้จัดฯ เขียนข้อตกลงและลงชื่อว่าจะห้ามไม่ให้มีการวิพากษณ์วิจารณ์ คสช. ห้ามพูดเกี่ยวกับการเมืองหรือกฎอัยการศึก ผู้จัดงานฯ ตกลงที่จะไม่พูดถึงเรื่องเหล่านี้และจะกลั่นกรองสื่อที่ใช้ในการจัดงาน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าผู้จัดงานจะแจ้งก่อนงานเริ่มว่าได้ตกลงกับทางทหารว่าจะไม่มีการพูดถึงเรื่องดังกล่าวเหล่านั้น แต่ก็หวังว่าผู้ร่วมงานทุกคนจะพูดเรื่องอืนได้อย่างอิสระเสรีเนื่องในวาระโอกาสวันสิทธิมนุษยชน

หนึ่งในผู้เข้าร่วมงานยืนขึ้น และถามว่า “ถ้าเราพูดเรื่องกฎอัยการศึก เรื่องคสช. หรือการเมืองไม่ได้ แล้วจะให้เราพูดเรื่องอะไร”

การเซนเซอร์ตัวเองในส่วนของผู้จัดทำให้ไม่สามารถเข้าใจวิดีโอบางส่วนที่นำมาเสนอได้ เนื่องจากเป็นเนื้อหาที่ว่ากฎอัยการศึกนั้นส่งผลกระทบต่อชุมชต่างๆที่เข้าร่วมงานในวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหานโยบายเกี่ยวกับที่ดิน ของ คสช. ที่มีการจับกุมและไล่รื้อชุมชุนหลายแห่งในภูมิภาค

ระหว่างการฉายสารคดีเกี่ยวกับการไล่รื้อชาวบ้านและชุมชนออกจากป่า มีเสียงบ่นระงมดังขึ้นในหลายๆครั้งที่เนื้อหาของสารคดีถูกตัดเสียงออกไปหรือมีการเซนเซอร์คำบรรยาย เมื่อทางผู้จัดงานฯ อธิบายว่าเนื้อหาในสารคดีดังกล่าวถูกสั่งให้เซนเซอร์ ผู้เข้าร่วมงานทั้งห้องต่างส่งเสียงหัวเราะให้กับเรื่องดังกล่าว

หนึ่งในชาวบ้านซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องราวในสารคดีที่ถูกเวนเซอร์ได้ลุกขึ้น เขากำหมัดแน่นและกล่าวว่า “ผมไม่กลัวที่จะพูดตรงนี้ว่าเนื้อหาที่ถูกเซนเซอร์คืออะไร นับตั้งแต่รัฐประหาร 44 วัน ทหารประกาศคำสั่งไร่ลื้อชุมชนของผม พวกเผด็จการทหารต้องการให้พวกเราออกจากป่า ไม่สนใจว่าพวกเราอยู่ที่นี่มานานหลายทศวรรษแค่ไหน”

ผู้เข้าร่วมงานคนอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันต่างส่งเสียงโห่ร้องสนับสนุน

ชาวบ้าน และนักกิจกรรมได้รับโอกาสที่มีไม่มากนักที่จะพูดในที่สาธารณะภายใต้กฎอัยการศึก

ภายใต้กฎอัยการศึก นักกิจกรรมและชาวบ้านมีโอกาสไม่มากนักที่จะได้พูดอย่างเปิดเผย

 

ดร. เดวิด สเตร็กค์ฟัสส์ หัวหน้าผู้จัดงานฯและผู้อำนวยการโครงการ ซีไออีอี-ขอนแก่น สังเกตว่างานเทศกาลสิทธิมนุษยชนครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นักกิจกรรมเสื้อแดงผู้ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากกฎอัยการศึกในภาคอีสานและนักกิจกรรมสิทธิชุมชนหลายคน ซึ่งต่างถูกจับกุมและควบคุมตัวเช่นเดียวกัน ได้มีโอกาสร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเคลื่อนไหวในการต่อสู้กับการกดขี่ภายใต้กฎอัยการศึกด้วยกันในโอกาสนี้

นายเดชา เปรมฤดีเลิศ นักพัฒนาเอกชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีประสบการณ์การทำงานมาอย่างยาวนาน กล่าวเห็นด้วยว่า “การแลกเปลี่ยนประสบการณ์จะทำให้ชาวบ้านเข้มแข็งขึ้น ชาวบ้านต้องรวมกลุ่มกันเพื่อหาทางอยู่รอดให้ได้”

ผู้เข้าร่วมงานหลายคนไม่ได้มีความเกรงกลัวต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่แต่งกายชุดลำลองเพื่อคอยถ่ายภาพในงาน “ผมไม่กลัวทหาร เพราะมันเป็นสิทธิของผมที่จะมาที่นี่” นายเหมี่ยว จงสดับกลาง จากจังหวัดยโสธรกล่าว “จะไปกลัวทำไม?”

ไม่กลัวกฎอัยการศึก: ชาวบ้านหลายคนพูดติดตลก ต่อต้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านหลังเป็นจอแสดงภาพเคลื่อนไหวที่ถูกปิดกั้น

ไม่กลัวกฎอัยการศึก: ชาวบ้านหลายคนต่างขบขันต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งพื้นหลังคือภาพการเซนเซอร์วิดีโอที่นำมาเปิดให้ชม

ดร.อลงกรณ์ อรรคแสง ผู้ช่วยคณบดีจากวิทยาลัยการเมืองการปกครองมหาวิทยาลัยมหาสารคามและร่วมเป็นพิธีกรประจำงาน เชื่อว่างานเทศกาลสิทธิมนุษยชนครั้งนี้สร้างคุณประโยชน์มหาศาล

“ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงมาหลายทศวรรษแล้ว ทุกครั้งที่เราคุยเกี่ยวกับเรื่องสิทธิในประเทศไทย เรามักจะคุยกันเฉพาะสิทธิทางการเมืองและการเลือกตั้ง” เขากล่าว

“แต่จะไม่พูดถึงสิทธิในชีวิตประจำวันต่างๆ เช่น สิทธิการมีหลักประกันความมั่นคงทางอาหาร หรือ สิทธิในการมีที่อยู่อาศัย สิทธิเหล่านี้ถูกละเลย เพียงเพราะมันเกิดขึ้นกับคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น การละเมิดสิทธิเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและประเทศไทยควรได้รับความสนใจจากสังคมโลก”

นายกฤษกร ศิลารักษ์ หนึ่งในนักกิจกรรมจังหวัดอุบลราชธานี รู้สึกภูมิใจและผลที่จะเกิดขึ้นจากการจัดงานในครั้งนี้

“ชาวบ้านต่างมีความมั่นใจและแน่วแน่มากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวใหญ่ของภาคประชาชนเพื่อต่อสู้ให้ได้มาซึ่งสิทธิมนุษยชนของเรา เป็นก้าวแรกที่สำคัญสำหรับอนาคตที่สดใส”

ในช่วงท้ายของงานฯ ตัวแทนจากผู้เข้าร่วมงานเกือบทั้งหมดได้เสนอสิทธิต่างๆที่พวกเขาเชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาให้พวกเขาได้ สิทธิทั้งหมดถูกรวบรวมเป็น “แถลงการณ์วันสิทธิมนุษยชนอิสาน 10 ธันวาคม 2557” ที่ว่า “ชาวไทยทุกคนมีสิทธิที่จะ…

– บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

– มีส่วนร่วมในทางการเมืองและการเลือกตั้ง

– มีเสรีภาพที่จะแสดงออกซึ่งความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา

– สามารถแสดงความคับข้องใจต่อรัฐบาล

– ได้รับการใส่ใจอย่างจริงจังโดยรัฐ ต่อความคิดเห็นของพวกเขาโดยที่รัฐต้องแก้ไขความเดือดร้อนและปัญหาต่างๆเหล่านั้นอย่างเป็นรูปธรรม

– สามารถเข้าถึงการศึกษา

– มีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน

– มีกฎหมายที่รับประกันสิทธิและคุ้มครองประชาชน

– ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม

– เข้าถึงบริการสาธารณสุขและสวัสดิการต่างๆ

– มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สื่อต่างๆ

– สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เที่ยงตรงจากรัฐ”

 

เขียนโดย น.ส. อเล็กซานเดรีย ลี จากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ น.ส. แคเธอรีน แดริน จากมหาวิทยาลัยเพนน์ซิลเวเนีย และน.ส. รีเบคกา กอนชารอฟฟ์

ภาพโดย นายแอรอน เฮดคิสท์ จากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน, น.ส. เอมมา ทราน จากมหาวิทยาลัยตูเลน และนายเจรามี สตาร์น

Isaan people use Human Rights Festival to air grievances in time of martial law and censorship

2014 December 11
by The Isaan Record

 

Khon Kaen– Despite concerns from the military, about 400 people from thirteen provinces participated in the 7th Annual Isaan Human Rights Festival held yesterday at Kwanmor Hotel in Khon Kaen. New to the festival this year was the participation of diplomats from the United Kingdom, Canada, New Zealand, the European Union, Sweden, and the United States.

The event, funded primarily by European Union’s “Thailand-EU Policy Dialogues Support Facility” program, has been organized almost every year since 2006 to commemorate International Human Rights Day. Event organizers say the annual festival has provided a venue for communities and networks to come together to share their human rights situation and make demands.

The morning session began with an opening statement by Mr. Jarrod Weir of the EU, and talks by Ms. Anne-Charlotte Malm, head of Sweden’s regional SIDA program, and Mr. Norman Pflanz, a human rights officer from the United States.

The “Ambassadors’ Forum on Human Rights” followed, featuring Mr. Mark Kent, UK ambassador to Thailand, Ambassador Philip Calvert of Canada, and New Zealand Ambassador Reuben Levermore.

 

HRF Article Draft 1 group photo-2

From left to right: Mr. Hanno Trayhurn, Political Officer, British Embassy; Mr. Norman Pflanz,; Ms. Camilla Ottosson, Human Rights Officer, Swedish Embassy; Ms. Anne-Charlotte Malm; Ambassador Mark Kent; Ambassador Philip Calvert; Ambassador Reuben Levermore; Mr. Jarrod Weir

 

The ambassadors related the human rights journeys of their respective countries, emphasizing the need for freedom of expression and assembly in the pursuit of a democratic society. Ambassadors Calvert and Levermore highlighted how indigenous people’s rights became an important part of the “fabric” of the human rights landscape in Canada and New Zealand.

 

HRF Article Draft 1 CA

Ambassador Calvert: Cultural rights essential component of human rights in Canada

Ambassador Calvert said, “Canada has learned that when you suppress cultural rights—the right to speak your own language and connection to the land—the results are disastrous.”

Ambassador Kent, who preferred to address the audience in Thai, spoke about the importance of equality and equal opportunity.

“I am from a small village in rural England. Growing up, my father was a truck driver, yet I was given the opportunity to go to Oxford. From this I have seen the importance of equal access and rights for all people, whether they are rich or poor, from the city or the country.”

The ambassador’s affirmation of equal rights for rural people was received warmly by the audience.

 

HRF Article Draft 1 Kent

Ambassador Kent: reiterates UK disappointment with coup and continued imposition of martial law

 

Members of various affected communities and networks throughout the Northeast had the rare chance to share with the foreign guests their growing frustration with the enduring human rights issues facing their communities.

Villagers in Kalasin province who are fighting to prevent the drilling of petroleum near their land were among those voicing concerns about Thailand’s inequities.

“Usually foreign companies collaborate with the Thai government to create problems for our communities,” a Kalasin villager said. “They look at us as a minority and claim that we have to sacrifice for the nation. We sent letters and spoke to the media, but our rights are still violated. You might have a more powerful voice than us, so I think you can make our small voices heard.”

The visiting diplomats acknowledged the value of this chance to speak directly with common people from the Northeast to better understand the human rights situation in the Thailand.

“Bangkok is important to us [as ambassadors], but it’s not the whole of Thailand,” said Ambassador Levermore. “The Northeast is a very important region. The chance to come up here for the day gives us an opportunity to hear the concerns people have on a day to day basis.”

 

HRF Article Draft 1 NZ

NZ Ambassador Levermore: Isaan perspective important for understanding Thailand

An afternoon session focused on human rights abuses in the Northeast, with eight short videos on consumer rights, right to healthcare, right to land and livelihood, and right to a safe environment, followed with statements from each community.

The festival was one of the first of its kind since the imposition of martial law in Thailand. Many academic seminars have been cancelled or closed down due to military intervention.

 

HRF Article Draft 1 crowd

Energy high in tightly-packed meeting room as attendees eager to be heard by others and international guests

The festival was organized by the NGO Coordinating Committee on Rural Development (NGO-CORD), the Council on International Educational Exchange in Khon Kaen (CIEE), and a student network of the Northeast.

One Khon Kaen military source told organizers that the military had been “50/50” on whether to cancel or allow the event. Military authorities requested on the day prior to the festival that the organizers write up and sign an agreement to refrain from criticizing the NCPO, or mention politics or martial law. Organizers agreed that they would themselves not bring up these topics and they would censor festival media.

However, organizers stated at the beginning of the day’s events that while they had agreed not to bring up such topics, they hoped that participants would speak freely, given it was International Human Rights Day.

One participant stood up and asked, “If we can’t talk about martial law, the NCPO, or politics, what can we talk about?”

The self-censorship on the part of organizers made some of the videos incomprehensible, given that martial law had affected many of the communities represented at the event, especially those affected by the NCPO’s controversial land policies which have led to the arrest and eviction of many Isaan communities.

In the showing of a short documentary on evictions of communities from forests, confused voices broke out in the many parts where the film’s sound was muted and subtitles blurred. When an organizer explained that the film had been subjected to censorship, the room burst out in a chorus of knowing laughter.

One of the villagers whose words had been silenced in the film stood up, his fists clenched, and said, “I am not afraid to say here what was censored on the video. Forty four days after the coup the military issued an eviction notice in my community. [The junta] just wants us out of the forest. They don’t care how many decades ago we moved in.”

His defiance was met with cheers and support from other affected villages.

 

Villagers and activists alike stood up to express their experiences and opinions in a public setting for the first time since the imposition of martial law.

Villagers and activists alike take rare opportunity to speak publicly under martial law.

Mr. David Streckfuss, a lead organizer of the event and director of CIEE Khon Kaen, observed that the event was one of the first where red shirts activists, who have felt the full force of martial law in Isaan, and community rights activists who have likewise been arrested and detained, shared a unique moment in their common struggle against repression under martial law.

Mr. Decha Premrudelert a long-standing leader NGO leader in the Northeast, agreed. “People are made stronger by sharing experiences. They have to come together in order to find a way to survive.”

Many participants were unfazed by the presence of plain-clothed security officials taking pictures at the event. “I’m not scared of the military because it is my right to be here,” said Mr. Miew Jongsadapklang from Yasothorn. “Why be afraid?”

 

The threat of martial law did not stop villagers from candidly speaking out against their communties’ human rights violations. In the background is the blurred screen of a censored video.

Not cowed by martial law: Villagers candidly speak out against human rights violations. In the background is the blurred screen of a censored video.

Assistant Dean at Mahasarkham University’s College of Politics and Governance, Dr. Alongkorn Akkasaeng, the event’s moderator, said he believed the event was beneficial.

“There have been significant human rights violations in the Northeast for decades. Whenever we talk about rights in Thailand, it is only about political rights and elections,” he said.

“But usually the discussion is not about everyday rights, such as those guaranteeing having enough to eat or having a place to stay. These rights are neglected because they happen to marginalized groups. The persistent violation of these rights in the Northeast and Thailand should be something the world community is made aware of.”

Mr. Kritdsakorn Silarak, an activist based in Ubon Ratchathani, was proud of the event and its potential outcome.

“Community members were more confident and more assertive which can lead to a large community movement that fights for our human rights. This is an important first step for a brighter future.”

At the end of the festival, representatives from most participating groups each came up with a right they believed would address their issue. All these rights were drawn up to make the “Isaan Human Rights Declaration of December 10th, 2014.” The declaration states: “All Thai people have the right:

—to manage environmental resources and take part in solving problems;
—to take part in politics and elections;
—to freely and directly express their opinions;
—to air grievances to the government;
—to have their opinions taken seriously by the government and for the
government to address grievances through concrete actions;
—to access education;
—to housing and land;
—to have the laws that guarantee the rights and protection of the people;
—to equal and fair treatment in the justice system;
—to public health and welfare services;
—to participate in the media;
—to access accurate information from the government”

Two days after the festival, UK Ambassador Mark Kent wrote the following on his blog,

“At the festival I spoke about the importance of freedom of expression to a strong democratic culture. Freedom of expression and a free media and social media are essential rights that allow citizens to be adequately informed and able to vote according to their own interests. Without these rights, and without opportunity for debate, any return to elections will not be meaningful. The NCPO claims that they are providing the platform for debate on reform of the political system through the National Reform Council and various local initiatives. However it is clear that many local activists in Isaan feel they do not possess the opportunity for their voice to be heard, given the current limitations on freedom of speech. One activist told me it feels like local people are being forced to wait as the military imposes reform upon them, rather than being actively involved in the process.

It was also striking that many local people feel that the current restrictions are beginning to infringe upon their daily life. Farmers with concerns over their economic situation are unable to organise to protest for a change in Government policy. Local groups struggling to protect land rights against corporate interests in their area are unable to campaign or effectively access justice. They feel unable to voice concerns about health and environmental issues. Without the participation of local communities and transparency in decision making, injustice and corruption can flourish. It’s not hard to see how limitations on freedom of expression and assembly have a real impact on local communities throughout Thailand.

For a democracy to be genuine, it must be inclusive. All citizens should have equal rights and the opportunity to participate fully in the political process, and to have a say in decisions that affect their lives. Democracy also subjects governments to the rule of law and ensures that all citizens receive equal protection under the law and that their rights are protected by the legal system. Thailand is a party to many international human rights conventions – including the International Covenant on Civil and Political Rights – that are supposed to enshrine these democratic principles. Under martial law, these principles are not being upheld. If Thailand wishes to become a respected and active player in the global community it must take these issues seriously. The Isaan villages may not be familiar with UN conventions, but they should be able to benefit from the rights in them in their daily life.”

The full post can be found here.

 

By: Alexandrea Lee, Johns Hopkins University; Catherine Darin, University of Pennsylvania; and Rebecca Goncharoff

Photo credit to: Aaron Hedquist, George Washington University; Emma Tran, Tulane
University; and Jeremy Starn

EU, Western Diplomats to speak at Isaan Human Rights Festival in Khon Kaen on International Human Rights Day

2014 December 3
by The Isaan Record
 Poster--3 Dec. 14.001

 

Thai is belowThai is below**บทความภาษาไทยอยู่ด้านล่าง

Thai is below

The Seventh Annual Isaan Human Rights Festival will be held on December 10th at Khon Kaen University’s Kwan Mor Hotel. This year’s event features talks by Western diplomats, presentations on human rights issues facing Isaan communities, and screening of human rights-related films.

The event is funded primarily through the European Union’s “Thailand-EU Policy Dialogues Support Facility” program. Sponsors include the embassies of Canada, New Zealand, the United Kingdom, and the United States, as well as the NGO Coordinating Committee on Rural Development (NGO-CORD) and the Council on International Educational Exchange’s Council Study Center (CIEE) at Khon Kaen University.

The morning session, entitled, “Human Rights Lessons from Abroad,” has representatives from the EU, Sweden, and the United States speaking on the human rights context in their own countries and their work in Southeast Asia. A highlight is the “Ambassadors’ Forum on Human Rights.” Canadian Ambassador to Thailand, H.E. Mr. Philip Calvert, New Zealand’s Ambassador to Thailand, H.E. Mr. Reuben Levermore, and H.E. Mr. Mark Kent of the United Kingdom will all be speaking at the event.

The afternoon session has short video presentations, booths displaying human rights issues in the Northeast, and various other activities. Representatives from a dozen groups from eleven provinces will discuss human rights issues related to the right to access in the healthcare system, producer and consumer rights, right to livelihood for dam-affected communities, right to public participation for mining-affected communities, rights to housing and participation for communities occupying forest land, and right to natural resources for communities affected by industry.

Organizers hope the event will help local participants understand the human rights experience and work of other countries, and help international participants understand the challenges facing various groups in the Northeast of Thailand. By starting a dialogue at the festival, organizers say, it is hoped that an ongoing dialogue on human rights between Northeast communities and the diplomatic community in Bangkok can be established.

Registration begins at 8 a.m. and the opening ceremony is at 8:30 a.m.

The event is free and open to the public. For more details, see the Facebook page, International Academic Seminar The 7th Annual Isaan Human Rights Festival

A sister human rights event, entitled, “Democracy and Human Rights within Thailand and the EU – a Forum of Exchange,” will take place at Ubon Ratchathani University on the same day.

     * *

สหภาพยุโรป-นักการทูตนานาชาติ ร่วมเสวนา “งานนิทรรศการสิทธิมนุษยชนอีสาน” เนื่องในวันสิทธิมนุษยชนนานาชาติ

งานนิทรรศการสิทธิมนุษยชนอีสาน ครั้งที่ 7 จะจัดขึ้นในวันที่ 10 ธันวาคม 2557 ณ โรงแรมขวัญมอ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยปีนี้งานนิทรรศการประกอบไปด้วยการเสวนาระหว่างนักการทูตนานาชาติ การนำเสนอข้อมูลประเด็นสิทธิมนุษยชนในภาคอีสาน และการนำเสนอวิดีโอสั้นเกี่ยวกับประเด็นทางด้านสิทธิมนุษยชน

การจัดงานในครั้งนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนหลักจากสหภาพยุโรปผ่านทางโครงการสนับสนุนการร่วมหารือด้านนโยบายระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป (Thailand-EU Policy Dialogues Support Facility) และยังได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ ได้แก่ แคนาดา นิวซีแลนด์ อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา รวมถึงคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนชนบท(กป. อพช. อีสาน) และโครงการ Council on International Educational Exchange (CIEE) ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

กิจกรรมในช่วงเช้าจัดขึ้นภายใต้หัวข้อเรื่อง “บทเรียนทางด้านสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศ” โดยมีตัวแทนจากสหภาพยุโรป สวีเดน และสหรัฐอเมริกา เสวนาในประเด็นบริบททางด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศของตนและประสบการณ์การทำงานในประเทศไทย โดยสีสันของงานจะอยู่ที่ “การอภิปรายด้านสิทธิมนุยชนโดยคณะเอกอัครราชทูต”ได้แก่ นายฟิลิป คาลเวิร์ท (H.E. Mr. Philip Calvert) เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย นายรูเบน เลฟเวอร์มอร์ (H.E. Mr. Reuben Levermore) เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย และ นายมาร์ค เคนท์ (H.E. Mr. Mark Kent) เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย

กิจกรรมในช่วงบ่ายประกอบไปด้วยการนำเสนอวีดีโอสั้น บูธข้อมูลประเด็นทางด้านสิทธิมนุษยชนในอีสาน และอีกหลากหลายกิจกรรม โดยมีตัวแทนจากกลุ่มองค์กรชาวบ้านจาก 11 จังหวัดเข้าพูดคุยประเด็นปัญหาสิทธิฯต่างๆ ได้แก่ สิทธิในการเข้าถึงระบบบริการทางด้านสุขภาพ สิทธิของผู้ผลิตและผู้บริโภค สิทธิทางด้านความเป็นอยู่ของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน สิทธิในการมีส่วนร่วมชองชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ สิทธิทางที่อยู่อาศัยและการมีส่วนร่วมของชุมชนที่อาศัยอยู่กับป่าและสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรม

ทางผู้จัดงานหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานนิทรรศการในครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ที่เข้าร่วมงานจากชุมชนต่างๆ ในอีสานมีความเข้าใจในประสบการณ์และการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศ และเพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานชาวต่างชาติเข้าใจถึงปัญหาต่างๆ ที่กลุ่มชาวบ้านในอีสานกำลังเผชิญอยู่ โดยทางผู้จัดงานเชื่อว่าการพยายามสร้างพื้นที่ในการพูดคุยให้เกิดขึ้นภายในงานนิทรรศการจะเป็นก้าวแรกในการสร้างการพูดคุยระหว่างชุมชนในอีสานและกลุ่มนักการทูตนานาชาติที่ประจำในประเทศไทยให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องสืบไป

เริ่มลงทะเบียนเวลา 8.00  น. และพิธีเปิดงานเวลา 8.30 น.

งานนิทรรศการสิทธิมนุษยชนอีสานเปิดโอกาสให้ทุกคนที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ  หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม เข้าดูได้ที่เพจเฟสบุ๊ค  International Academic Seminar The 7th Annual Isaan Human Rights Festival

ในวันเดียวกันนี้ งานสิทธิมนุษยชนอีกงานหนึ่งจะจัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ภายใต้ชื่อ  “ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและสหภาพยุโรป – การอภิปรายเพื่อเเลกเปลี่ยนทัศนะ” (Democracy and Human Rights within Thailand and the EU – a Forum of Exchange)

Strong Central Government Important for Junta Policy

2014 December 2
by The Isaan Record

Mr. Khamtorn Tawornsatit took up the position of Khon Kaen governor on June 3 of this year. A career civil servant, Mr. Kamtorn has a Master’s degree in Urban and Regional Planning and started as a district officer in Sakorn Nakorn Province in 1992. His first governorship was of Mae Hong Son Province in 2009. He was governor of Chainat Province for just eight months before his appointment to Khon Kaen, as part of move by the National Council for Peace and Order (NCPO) immediately after the May 22 coup to replace several governors suspected of supporting the February elections. The Isaan Record recently sat down with Mr. Kamtorn to discuss his perspectives on the current situation and the role of provincial government.

 

Ending Color-Coded Divisions

The Isaan Record: How have you been handling the creation of harmony and conformity of people in Khon Kaen in the case of colored-shirt villages?

Governor Kamtorn Tawornsatit: I’d like to inform you that the word ‘colored-shirt villages’ was a measurement to address the critical atmosphere caused by the differences in information and beliefs of the people. The NCPO therefore came and took control of the country. First, we have to look at the people as Thai, that we are all Thai. This idea eliminates division and violence. When we are divided, we think of others not as Thai, but as opponents. Thus, this crisis could be peacefully resolved if we looked at others as Thai. There would be no violence if we trusted each other.

 

“We have to look at the people as Thai, that we are all Thai. This idea eliminates division and violence.” (photograph by Jeremy Starn)

“We have to look at the people as Thai, that we are all Thai. This idea eliminates division and
violence.” (photograph by Jeremy Starn)

 

Today, I have managed to eliminate the colored shirts in each community. Each community is different. Khon Kaen people are not the same as they appear. They have different beliefs. [Understanding] this will make us successful in the creation of harmony and conformity. If one makes an assumption that all these folk are all the same and think the same, that’s not true. Thai people have freedom within them. When we are aware of their right to believe or like [what they choose], we respect their right. But at the same time, we could [think differently] because different facts and visions [influence us]. First, we have to respect each other’s thoughts. Each village and subdistrict is not the same. Some quickly understand the situation. Others may not quickly understand the situation. However, we consider which community or village can understand the situation well. We have talked in principle about what the causes of the crisis were or what environments can lead to violence, [and] we urged them to stop. [We had to] stop the flow of information that has caused division; this is the most important. Then people understand peace and happiness.

I’d like to compare Thailand to the human body with many diseases such as hypertension, [with] blood, bones, [and] including the lungs, spleen, and heart. There is a doctor for each disease. But if each doctor treats this patient all on his or her own, it would affect the other diseases. Therefore, the situation [on May 22] was critical. It was already moving forward and could not be turned back. No one could handle it. Everyone speculated there would be violence. Therefore, no one knew which disease ought to be treated first, nor which doctor should be the first. In medicine, there is a leader of the doctors who decides what disease is critical and should be treated first. As can be seen, the situation had to be stopped and the administration had to take control. After everyone cooperated, we could take the opportunity [to analyze] what causes there were to all this conflict and then to manage the divisive ideas systematically. And then guidelines could be proposed to solve the problems which [in turn] lead to reform.

IR: What are the benefits of the Damrong Dhamma Center (centers established by the NCPO in every province to aid in public service) establishment for the people in Khon Kaen?

KT: The Damrong Dhamma Center was born from the NCPO Order 96. A NCPO order is on the same level as a decree and alters many laws. For example, a governor has the duty to control the operation of the bureaucracy [with authority] derived from the central government. These are the mechanisms of the justice process. Previously, governors had no authority in these areas but did have the power to call people in for questioning if necessary. But now, they have power to command [these areas]. The authority to command has now been unified in seven or eight areas, such as in forests, where the governor can take command for more efficient law enforcement.

For the many complaints received from the people, the governor can announce guidelines on how to support the people. At the moment, command orders [go out] to all officials in the province, thus even local officials from the central government [have to obey] if the governor asks them for their cooperation to solve a problem. In the past, [in trying to find a] solution to a problem, the official were overwhelmed by the problem. Official could not solve all the problems in a timely fashion. But now, it is the problems that are overwhelmed by the officials. That is, working in an integrated way, the officials are able to solve problems. If even a single problem is taken care of, it might also solve other problems.

IR: What is the provincial government doing in terms of national security and maintaining peace and order in Khon Kaen (short and long term)?

KT: First, for the state’s administrative power to be used, people must trust in the state’s mechanisms. We want peace and happiness. What state officials can do is deliver on justice. Justice comes from good governance observed by state officials. After all officials observe good governance, work can be fast and accurate, [and with that] then comes fairness and justice. Justice is about how the legal process is enforced. The last part, fairness, is how well the political rights, the duties and power of the people, are taken care of. In the long term, it is about having a peoplecentric and problem-solving approach. To address problems of the people in this case, the government has announced the 12 Core Thai Values policy. This shows that people come before the structure and the system.

Addressing Problems of the People

IR: What is the government doing to address the short and long-term problems facing people of Khon Kaen?

KT: The urgent problem is the livelihood of farmers. Farmers are the foundation of the country. It is the farmers who are having problems now, especially with production and the market. In this, the livelihood of [the farmers] must be taken care of, the economy has to flow, and a reduction of social costs will all create opportunities for the people. In the long run, according to my principles, I think the problem concerns the country’s plans [on the one hand] and the national scheme [on the other]. They do not match with each other. First, for the long term, is the National Economic and Social Development Plan (NESDP). The plan provides the big picture and gives direction to this country. We give too little attention to it. It should be held as the principle for state administration for every level of government. The national scheme is related to the NESDP. For example, land usage must match with soil potential. This gets much less attention and leads to disasters and development problems. NESDP is my long-term, primary solution [to the country’s problems].

 

“If one asks, ‘Who is a governor?’—the governor is the ears and eyes for the government in each province.” (photograph by Jeremy Starn)

“If one asks, ‘Who is a governor?’—the governor is the ears and eyes for the government in each province.” (photograph by Jeremy Starn)

 

IR: What is the provincial government doing in terms of providing economy stimulus and raising revenue for the people of Khon Kaen?

KT: We must look at Khon Kaen’s gross [provincial] product by its character. In theory, Khon Kaen is the center of Isaan. Therefore, agriculture is not the most important aspect of Khon Kaen. Gross product comes from many industries such as green logistics, Khon Kaen serving as a medical and educational hub, and as a Meetings, Incentives, Conferencing, Exhibitions (MICE) city. The income from these tells us we are the center of the region. If more development takes place, Khon Kaen could be the center of the Mekong basin and next, the Association of South East Asian Nations (ASEAN).

[*Ed. Note: Khon Kaen was designated by the Thai government as a MICE City in July 2013. A MICE city is one promoted as “a premium destination for meetings, incentive travels, conferences, and exhibitions.”]

IR: In the provincial administration, is there an opportunity for civil society to be involved in the process? In which areas in particular?

KT: For provincial development planning, we have a provincial development committee which already includes all related sectors. It’s simply not true that as a new governor I can change [government] policy—this is an old misunderstanding. There are laws, plans, decrees, good governance, and the provincial development plan in the way [of my doing that]. Vision must come from the planning committees, their strategies, and their missions. The governor comes and assigns policy in operations, not in development. Therefore, I’m quite sure that Thailand is already good in principle. The people, civil society, and the private sector are already involved. But the upper mechanism of budget allocation and budget considerations can only support that vision.

IR: Why is good governance important?

KT: One confusing aspect of the state administration is that the state mechanisms do not have credibility and reliability in the eyes of the people. Therefore, observing the principle of good governance is how to win the people’s trust, confidence, and feeling of reliability [in the government]. When this is accomplished, I think the people will cooperate and become a part of economic, social, and political development.

Decentralization and Self-Governance

IR: What is the vital key of decentralization?

KT: There are three mechanisms in the administration: centralization, authorization, and decentralization. But if we tried to use one or another in Thailand, it would not work because we have all three mechanisms. We must use them together. In the history of Thailand, it was never that we had separated states such as Buriram, Khon Kaen that then joined together to become a nation. It was born as a kingdom by itself as the Rattanakosin kingdom and then spread. Thailand’s decentralization has spread management and development—not government administration. For example, the areas of services or development can be decentralized. However, security-related administration cannot be decentralized. Therefore, only decentralization of management and development will be done. But, because [people] misunderstand the nature of a unitary state of Thailand, people might think the word “freedom” must be used. With Thai democracy, it is impossible to talk about rights and freedoms by the book because rights and freedoms are related to the quality of the people. If we don’t have democracy yet, then the quality, perspectives, and knowledge of our people should be taken into consideration. I’m not complaining, but these are all obstacle to democracy.

IR: In your opinion, should governors be elected or appointed?

KT: If you are the government, will you only stay in Bangkok? We had the same atmosphere during the [Cold War], that is, when the Communist [Party] of Thailand still existed. District and provincial authorities had to fight in all work zones. There was the government in Bangkok [but] it meant nothing because it could not help us. We only had the district offices to fight with that force.

At the same time, if we look at present situation, [can] you be the government without eyes and ears? How can you be an efficient government? Where is the nation? There has to be one government for the whole country. For a government to occupy the whole of Thailand, [local central government offices] have to be the government’s eyes and ears. Governors get their salaries from the Ministry of Interior, but do all the jobs from every department/ministry. If one asks, “Who is a governor?” the governor is the ears and eyes for the government in each province. Who is the district head? The district head is the [central] government in a district. Imagine what would happen to the country if the government was not in Bangkok, in Isaan or in the South—there would no one from the central government [in those places].

“With Thai democracy, it is impossible to talk about rights and freedoms by the book because rights and freedoms are related to the quality of the people.” (photograph by Jeremy Starn)

 

IR: Is Khon Kaen ready for an elected governor?

KT: I insist that the [central] government must be in every region. You can change the governor or the title. That is, the governor is called the representative of the government which handles national security, foreign affairs, peace and order. To the question, can we assign national security to a local government? No! You must think how a self-governed province manages its revenue. Will they share it? I’m afraid they would try to keep it in their province.

IR: Is Khon Kaen ready to be self-governed province?

KT: Khon Kaen can be self-governed in some areas, [but] not all. One must understand—where is self-governance happening on the planet? Some areas can be handled, some cannot. Thus, the readiness of Khon Kaen depends on high urbanization. For example, Khon Kaen municipality is self-governed but they cannot manage some areas, such as garbage fee collection, on their own. Some think everything can be handled. Elected people can handle some issues, but not others. [The issues they cannot handle,] must be handled by appointed people. Raising garbage fees is problematic and unwelcome. Decentralization cannot be done in all areas; self-governed provinces cannot manage all issues.

IR: What about local elected bodies whose term has ended and the appointed officials there who are now in charge? The NCPO did not extend their terms and instead has used appointments to fill vacancies. What is your view on this?

KT: It is within my authority to appoint [new] members [to formerly elected local bodies]. While we are [in a period] when we do not have confidence in the electoral process and the election system is being reformed, we use appointments as authorized by the NCPO. The procedures and rules are already defined. [Appointees] must be a bureaucrat who has served in the position in the area for a certain period as legislatively defined.

IR: How is decentralization related to solving Khon Kaen’s problems?

KT: The most urgent matter is to proceed according to the vision. It is not physically possible for Khon Kaen to be a self-governed province. It needs leaders. Even managing traffic jams is difficult, because there are those who stand to lose. Thus, appointed people are needed. Today, there are many issues related to solving problems of the municipality and organizing the city. If asked why [these problems haven’t been solved yet,] it is because of elections. If you are elected, will you be able to [act with discretion] or will you think you can do anything?

Looking to the Future

IR: What area is Khon Kaen ready for in terms of the ASEAN Economic Community?

KT: Khon Kaen has Mice-City industries which indicate its capability to support expositions, seminar tourism, and it is a medical hub as well as the gateway to other main cities in ASEAN. Khon Kaen is not a city focusing on border trade but is an aviation hub for business negotiations in this region.

IR: What message do you want to give to people in Khon Kaen?

KT: The bureaucracy is the mechanism of the government. Taking care of the people’s welfare is the duty [of the bureaucrat]. When bureaucrats do their job with good governance and with responsibility to the people, the faith and trust of the people [in us] will provide the energy for us to move together. Without trust, the country cannot develop. Come and work together [with us].

***

NEWS IN BRIEF: Khon Kaen Green Market to Open November 7

2014 November 4
by The Isaan Record

Khon Kaen will open a green market this Friday, November 7, from 3 – 7 p.m. at Bueng Kaen Nakhon near the Bua Luang Restaurant. Teerasuk Teekayupun, the mayor of Khon Kaen, is set to speak at the opening of the market.

Government and public health officials, NGOs, farmers, and other interested parties have spent the last two months planning for the Khon Kaen Green Market.

kkgm

The idea for opening a green market came from members of the Khon Kaen Expat Association (KKEA), a public group of foreigners based in Khon Kaen. Josh Macknick, 34, a local business owner, says of the market’s origins that KKEA wanted to be “an active organization rather than reactive, and a green market is something that can be a joint project with Thais.”

Despite being one of the ‘Big 4 Cities of Isaan,’ Khon Kaen is still lagging far behind its smaller counterparts in other Northeastern provinces when it comes to providing people with fresh organic produce.

Until now, local organic produce has only been available through small independent sellers, at TOPS Supermarket, and at green markets in nearby provinces. The market will contain several zones, including an education zone, a fresh produce zone, and a ready-made food zone. Currently, there are 67 booths registered to sell; vendors will be coming from Khon Kaen and surroundings areas, as well as Mahasarakham and Phetchabun.

 

See the Facebook page for directions to the market.

Guest contribution to The Isaan Record by Jenny Vainberg

 

POLL: Coup Divisive, but Government Performance Rated Highly

2014 October 28
by The Isaan Record

The results in many Bangkok-based polls since the coup in May display a Bangkok-centric bias or they rapturously praise the work of the military junta. The Bangkok-based pollsters also say they have surveyed people nationwide but do not provide any details to back up the claim.

On October 1 and 3, The Isaan Record surveyed the opinions of 483 people. Respondents come from a variety of occupations, educational backgrounds, and ages and 92% self-identified as Northeasterners. The survey was conducted by university students in Khon Kaen.

The Coup, Human Rights, and Elections

Bangkok-based polls have yet to ask the central question as to whether people agreed with the May 22 coup in the first place. Instead, they have focused on the aftermath of the coup. It may be that the junta prohibited asking this question in the name of unity.

It is interesting to note then that the coup itself remains a divisive issue in the Northeast. Almost 29% of those polled agreed with the coup while nearly 45% were against it, with just over 26% of respondents neutral on the issue.

Do you agree with the may 22 coupOne surprising finding from the survey concerns the present government’s record on human rights. Only 20.04% of those polled thought the military junta did not respect human rights while 43.03% felt it did, and another 36.92% neither agree nor disagree with the statement. This result seems to be in contrast with the view of 39.33% of those polled who felt martial law affected their rights (see below).

the present government respects human rights

If the military government’s main theme in its democracy trainings is to teach people that elections are not a key feature of democracy, it has a lot more work to do. Of the 458 respondents who expressed an opinion one way or another on the matter, 88.43% believe that elections are important.

Another surprising result is that 40.17% of those surveyed felt that Thailand is presently a genuine democracy while even the junta may not make such a claim, arguing instead that the said genuine democracy is awaiting Thailand on some unspecified future date.

is thailand presently a genuine democracy

Martial Law

Over 40% of respondents felt martial law has had a strong effect on their daily lives, while 21.82% felt it had not. Another 32.63% felt neutral on the matter. When asked whether martial law has had a strong effect on their rights, 41.24% said it had, 20.09% said it had not, and 38.68% were neutral. Interestingly, 50.4% of students felt martial law impacts their rights.

4 martial law has a strong effect on my daily life

5. martial law has a strong effect on my rights

Performance of the Military Government

The military junta might find some solace in knowing that 61.28% of respondents are satisfied or very satisfied with the performance of the government. Only 27.95% are dissatisfied, with another 10.74% neutral or giving no opinion.

However, a 62.05% approval rating on the work of the government is far below the percentages given by many Bangkok polls that place satisfaction with the government at high levels, such as the Dusit Poll conducted in late September which found 92% of respondents satisfied with the government’s performance.

6. are you satisfied with the current govern'ts performanceIf the goal of the military government was to “dissolve” political loyalties and depoliticize the population, especially in the Northeast, then the survey results perhaps indicate some success.

Only 15.76% of respondents identified themselves as supporting the red shirts and 2.31% the yellow shirts or PDRC (People’s Democratic Reform Council). A little more than 30% said they supported neither, and another 51.89% had no opinion.

Meanwhile, 47.29% said they had voted for the Pheu Thai Party in the last election, 9.98% for the Democrat Party, and 4.12% for other parties. The rest—38.61%—said they supported none of the above.

Will this formula break the hold of the Northeast over electoral democracy and fracture the vote sufficiently in the region to allow appointed bodies to dominate Thai politics?

 


 

Demographics of those surveyed:

Occupation: 29.81% described themselves as regularly employed, 26.20% as students, 24.84% as business owners, 5.59% as civil servants, 1.66% as farmers, 8.90% as other, and 5.18% did not specify.

Age: Of those who responded, 9.7% were 17 or younger, 24.6% were between 18 and 24, 17.8% between 25 to 34,  32.7% 35 to 54, and 12.2% were 55 and above.

Urban vs. Rural: A little more than 58% described themselves as urban, 29% as rural, and 14.07% in semi-rural, semi-urban settings.

Region: Of 468 respondents, more than 92% identified themselves as Northeastern, 3.9% as from the Central Region or Bangkok, 3.2% as Northerner, and 0.6% as Southerner.

Education: Almost 16% had a primary education, 37.7% had a high school education, 14.7% had some college, 25.5% had finished university, and 1.9% had graduate degrees, while 4.6% did not respond.

 

Foreigners on Buffaloes Plow the Way to Restoring Thailand’s Public Image

2014 October 22
by The Isaan Record
Local foreigners ride albino buffalos as a part of this past weekend’s Foreigner Friendship Festival in Khon Kaen.

Local foreigners ride albino buffaloes as a part of this past weekend’s Foreigner Friendship Festival in Khon Kaen.

In an effort to restore Thailand’s image abroad after a May 22 military coup, a coalition of local organizations hosted its first Foreigner Friendship Festival last Sunday in front of Khon Kaen University’s Golden Jubilee Convention Hall.

The lighthearted event featured Isaan-themed activities such as buffalo riding, eel catching, displays of Thai boxing and sepak takraw.

DSC_0363--resize 2

According to organizers, the festival aimed to show that Khon Kaen is friendly toward foreigners and to provide foreigners with information from government offices and local businesses.

The idea for the festival originated in Bangkok tourism business circles, according to Josh Macknick, a 34-year-old member of the Khon Kaen Expat Association who served on the festival’s planning committee.

Similar festivals were intended to take place in every province shortly after the coup. But after several months of waiting for funding from Bangkok, organizers in Khon Kaen decided to sponsor the event locally to showcase Khon Kaen as a tourist destination. They reached out to Khon Kaen University, local businesses and private hospitals in the city to help.

Nationally, Thailand’s tourism market has fallen by 20 percent since the coup in May.

International perceptions of Thailand as a tourism destination were further hampered by the botched murder investigation of two British tourists on Koh Tao in September. The military government has responded by trying to market martial law to domestic and international tourists through campaigns such as “Martial Law Tourism” and “24 Hours Enjoy Thailand.”

Larry Bright, 57, an American expat living in Khon Kaen, is curious whether the festival’s approach will help spark more tourism. “Martial law appears to be subduing tourism a lot, but we are entering high [travel] season so it will be interesting to see if these types of events help encourage people to keep visiting cities,” he said.

The goal of the event was “to have foreigners help spread the word that Khon Kaen and the Northeast of Thailand are peaceful and orderly, and that Khon Kaen is a good place to live and a good environment for investment,” said the Chairman of the Tourist Business Association of Khon Kaen, Kemchart Somjaiwong, a key organizer of this event, in a bulletin issued by  the Public Relations Office of Khon Kaen Province.

Original predictions of the budget were estimated above 10 million baht, when initial plans were to include all of Isaan. The festival’s cost is estimated at around 200,000 baht, though it was mostly covered through in-kind donations.

Mr. Macknick was skeptical at first, when he heard in the original plan organizers “wanted to have a blonde- haired dinosaur and a brown-haired dinosaur to represent white people and Thai people.”

Only about 75 people attended the event, far short of the targeted 300. Volunteers attributed low turnout to the lack of advertisement.

Pasuta Sukmamop, 36, a volunteer from Rachawadee Hotel, said that the festival’s biggest shortcoming was the lack of time organizers had to promote the event. But she felt confident that the festivals would be more successful in the future. “Next time it will be huge,” she said.

Mr. Macknick was not bothered by the low turnout. In his view, the festival was “actually very successful in the sense that Thais [in Khon Kaen] are making an effort to create a community with foreigners. Khon Kaen is a small town with a lot of foreigners who don’t go out of their way to interact.”

 

Guest contribution to The Isaan Record by Jane Okerman and Hannah Thompson